เมื่อวานป๊าหมูปันติดบทความในกรุงเทพธุรกิจมาให้อ่าน เรื่องโรงเรียนแนววอลดอร์ฟ บ้านเรามีที่โรงเรียนปัญโญทัย อืมมม น่าสนใจมากๆ ที่ทำให้สนใจมากขึ้นไปอีกคือเด็กจากที่นี่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน ทั้งเล็กๆ และใหญ่ๆ เลยไปถึงกิจกรรมที่ประเทศอื่น แล้วยังเจอคำกล่าวของท่านผู้ก่อตั้งอีกว่า “ ความพยายามสูงสุดของเราต้องเป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์ให้เป็นผู้มีอิสรภาพทางปัญญา สามารถกำหนดจุดมุ่งหมายและทิศทางของชีวิตได้ด้วยตนเอง “ โอ ช่ายยยเลย เด็กๆของเรา เดี๋ยวนี้ต้องการเรื่องนี้เป็นอย่างแรง จะช่วยเด็กๆของเรายังไงน้า ให้เขาใช้ชีวิตของเขาได้อย่างมั่นคง และมีอิสระ  ก็ชวนให้สงสัยว่าโรงเรียนนี้เขาสอนกันอย่างไร  ลองกูเกิ้ลดูก็เจอข้อมูลแบบนี้ค่ะ เลยขอนำเอาบางส่วน ขอนุญาตท่านผู้เขียน ย่นๆไปบ้าง มาฝากพ่อแม่พี่น้องที่นี่ นะค่ะ ถ้าสนใจเพิ่มเติม  กูเกิ้ลได้ค่ะ น่าจะเจอแบบเดียวกันถึงจะไม่ได้ส่งลูกไปเรียน แบบนี้เต็มๆ  ถ้าป่าป๊า หม่าม้า คุณพ่อคุณแม่อ่านแล้วจะนำไปปรับใช้ ก็จะเป็นประโยชน์แก่ลูกๆเราโดยแท้ นะคะ
 
เรื่องนี้มีข้อมูลเยอะทีเดียว ก็เลยขอแบ่งเป็นส่วนๆ นะคะ อันแรกนี่ก็จะเป็นที่มา ของการเรียนระบบนี้ แล้วไปดูว่าแต่ละระดับเค้าเรียนอะไรกันค่ะ

 

"บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลาย ฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ"

 

การศึกษาวอลดอร์ฟ

ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (1861-1925) นักปรัชญาเมธีชาวออสเตรีย เป็นผู้จัดตั้งการศึกษาวอลดอร์ฟขึ้นโดย การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามแนวทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) เพื่อให้สามารถพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ  สไตเนอร์ใด้บรรยายความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณและเขียนงานเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณที่มีต่อมนุษย์  การเคลื่อนไหวตามปรัชญานี้ก่อให้เกิดการพัฒนาในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ทั้งด้านการแพทย์ เภสัชกรรม สถาปัตยกรรม เกษตรกรรม การธนาคาร ชุมชน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ การละคร ดนตรีและศิลปะ ศิลปะการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี่ การศึกษาพิเศษ ศิลปะบําบัด จิตวิทยา

ดร.สไตเนอร์ พยายามค้นหาและพัฒนาการศึกษาที่มีดุลยภาพสำหรับเด็ก   ด้วยวิธีการที่อาจแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการภายในของเด็กในแต่ละช่วงอายุ  สไตเนอร์กล่าวว่า “ ความพยายามสูงสุดของเราต้องเป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์ให้เป็นผู้มีอิสรภาพทางปัญญา สามารถกำหนดจุดมุ่งหมายและทิศทางของชีวิตได้ด้วยตนเอง

บทบาทของครู

  • การศึกษาวอลดอร์ฟให้การศึกษาแก่เด็กแบบองค์รวม และครอบคลุมกิจกรรมทั้งสามด้าน Hand(Willing), Head(Thinking) และHeart (Feeling)  สร้างความสมดุลย์ระหว่างการฝึกฝนด้านการปฏิบัติ  ศิลปะ และวิชาการ
  • ครูวอลดอร์ฟจะทำความเข้าใจเด็กหรือผู้เรียน ในฐานะ กาย(Body) , จิต(Soul)  และจิตวิญญาณ(Spirit)
  • การจัดแผนการเรียนการสอน เป็นไปโดยสอดคล้องกับพัฒนาการของสำนึกตามช่วงอายุ ซึ่งในมุมมองของการศึกษาวอลดอร์ฟนั้น พัฒนาการของสำนึกซึ่งเด็กก้าวผ่านในแต่ละช่วงอายุ จะใกล้เคียงอย่างยิ่งกับขั้นตอนแห่งสภาวะสำนึกของมนุษย์ที่วิวัฒน์จากยุคโบราณมาจนถึงยุคปัจจุบัน  โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า วิวัฒนาการแห่งสภาวะสำนึก
  • ครูมีหน้าที่ทำให้เด็กรักการเรียนรู้  โดยใช้ศิลปะและกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียน  และช่วยสร้างแรงกระตุ้นภายในตัวเด็กให้รักการเรียน ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือคะแนน
  • เด็กบางกลุ่มหรือสถานการณ์บางอย่างอาจเรียกร้องวิธีแก้ไขที่แตกต่างกันไป และคณะครูจะทำงานร่วมกันเพื่อพยายามคลี่คลายสถานการณ์เหล่านั้น  

เป้าหมายของการศึกษาวอลดอร์ฟ 

  • การให้การศึกษาคือ การช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดจุดมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระตามกำลังความสามารถของตน   
  • การศึกษาเป็นไปเพื่อให้มนุษย์สามารถค้นพบส่วนต่างๆและเข้าใจในชีวิตภายในของตนเอง  เพื่อให้สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตน   
  • ให้การศึกษาเรื่องมนุษย์และความเชื่อมโยงของมนุษย์กับโลกและจักรวาล   การเชื่อมโยงทุกเรื่องกับมนุษย์เป็นการสอนให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในโลก  และไม่ยึดตนเอง(อัตตา)  
  • พัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่สมดุลกลมกลืนในสามวิถีทางที่ สัมพันธ์กับโลก   และได้ใช้พลังทั้ง3 ด้านอย่างพอเหมาะ  ผ่านกิจกรรมทางกาย (ด้านการปฎิบัติ) ทางอารมณ์ความรู้สึก(ด้านศิลปะ) และทางกระบวนการคิด (ด้านสติปัญญา)

กล่าวโดยสรุป การศึกษาวอลดอร์ฟมุ่งหมายที่จะดึงศักยภาพซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนให้แสดงออกมา ไม่ใช่มุ่งจะนำ ข้อมูลความรู้จากภายนอกใส่เข้าไปในเด็กเพื่อการผลิตซํ้า  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมุ่งหวังจะพัฒนามนุษย์ให้เป็น

  • ผู้ซึ่งมีความคิดแยบคาย สดใส มีพลัง และสร้างสรรค์
  • ผู้ซึ่งมีความรู้สึกในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา กล้าหาญ ศรัทธาต่อชีวิต และมีจิตใจใฝ่รู้
  • ผู้มีพลังเจตจำนงแน่วแน่ สามารถบรรลุภารกิจแห่งชีวิตที่ตนเองเป็นผู้เลือกสรร

  •  การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น ของการศึกษาวอลดอร์ฟ
  • ระดับปฐมวัย

      • เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านแบบอย่างและการเลียนแบบเป็นหลัก  ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว ท่วงทำนอง เทพนิยาย และภาษาพูด
      • กิจวัตรประจำวันของเด็กเล็กก่อนวัยเรียนและอนุบาลได้แก่ การเล่นอิสระ การเคลื่อนไหว การนั่งล้อมวงฟังนิทาน และหัตถกรรมหรือกิจกรรมทางศิลปะ (เช่นการระบายสีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง ระบายสีด้วยสีเทียนแท่ง อบขนมปัง และอื่นๆ )
      • การให้เด็กเพ่งความสนใจในการฝึกทักษะทางปัญญา เช่น การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์นั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเด็กวัยนี้ ควรรอจนร่างกายของเด็กมีความสมบูรณ์เติบโตเต็มที่เพื่อให้พลังแห่งการเจริญเติบโตมีอิสระจากงานเชิงความคิดทางปัญญา
      • สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศจะมีความเป็นบ้าน ซึ่งช่วยส่งเสริมการเล่นตามจินตนาการอย่างมีอิสระ และการทำกิจกรรมทางศิลปะต่าง ๆ
      • มีการแสดงเชิดหุ่น การเดินท่ามกลางธรรมชาติ และการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นตลอดปี

    ระดับประถม (ตั้งแต่เกรด1ถึง8 หรือ ประถม 1จนถึงมัธยม 2) เด็กที่เคยผ่านวัยอนุบาลในการศึกษาวอลดอร์ฟมาแล้ว จะเข้าสู่ชั้นประถม โดยมีประสบการณ์ต่อธรรมชาติและมนุษย์ชาติด้วยความรักและเคารพ

        • เด็กประถมจะเรียนรู้ ด้วยภาพที่มีชีวิต  เนื้อหาสาระได้รับการถ่ายทอดผ่านความรู้สึก และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสรูปแบบต่าง ๆ และด้วยวิธีการหลากหลาย โดยวิธีนี้ประสบการณ์ต่อโลกของเด็กจึงมีหลากหลายมิติ
        • เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาไปตามระดับชั้นต่าง  ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นการให้คะแนนตามระดับสิ่งที่รู้ แต่จุดเน้นคือ การให้เด็กได้มีประสบการณ์ต่อความมหัศจรรย์ของโลก พัฒนาความชื่นชมต่อความสามารถที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคน ฝึกฝนทักษะ และความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในห้องเรียน
        • ครูประจำชั้นคนเดิมจะร่วมเดินทางกับเด็กเป็นเวลารวม 8 ปี ไป ตั้งแต่เกรดหนึ่งจนกระทั่งเกรดแปด โดยครูประจำชั้นจะเป็นผู้สอนใน “ คาบวิชาหลัก “ ซึ่งได้แก่วิชา คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์และ ภาษา
        • คาบวิชาหลักจะสอนในคาบแรกของวัน ประมาณสองชั่วโมงช่วงเช้า และสอนในวิชาเดิมต่อเนื่องกันประมาณสามหรือหกอาทิตย์ทุกวัน และจะสลับไปมาระหว่างวิชาด้านมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์
        • นักเรียนจะทำ “ หนังสือเรียนในวิชาหลัก “ ขึ้นเอง เพื่อบันทึกการเรียนรู้ของเขาอย่างมีศิลปะ โดยมิต้องใช้ตำราเรียนหรือสมุดแบบฝึกหัด
        • หลังจากวิชาหลักจบลงในแต่ละวัน เด็กๆจะรับประทานอาหารว่าง และเริ่มเรียนวิชาอื่นๆ เช่น ระบายสีน้ำ วาดเขียน ขับร้อง เล่นดนตรี ( รีคอร์เดอร์ พิณ ไวโดลิน เครื่องเป่า ) ยูริธมี่   เขียน อ่าน หัตถกรรม ( นิตติ้ง โครเชต์ ปัก เย็บ และงานไม้) ทำสวน และเกมการละเล่น ในวิชาเหล่านี้เด็ก ๆ จะพบกับครูคนอื่น ๆ ผู้ร่วมทางและถ่ายทอดทักษะพิเศษไปกับเขา

    มัธยมปลาย ( ตั้งแต่มัธยม 3 จนถึงมัธยม 6 )

    • เมื่อพลังแห่งการคิดวิเคราะห์ของวัยแรกรุ่นเริ่มปรากฏ เด็กๆจะได้รับการพัฒนาผ่านวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ
    • บทบาทของครู คือผู้ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถพัฒนาพลังความคิดของเขาขึ้นเอง
    • หัวใจสำคัญของการเรียนคือ ให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงต่อเหตุการณ์นั้น เช่น การทดลองและการสังเกตจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ
    • การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วตามธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นจะได้รับการตอบสนองด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับ “ คำถาม “ ภายในใจของนักเรียนที่เกิดขึ้นในแต่ละปี
    • วิชาเดิมหลายวิชาจะถูกนำมาสอนด้วยวิธีที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านั้นเด็กเรียนรู้ผ่านความรู้สึก ด้วยเรื่องราวโลดโผน ด้วยจินตภาพ  แต่ในระดับมัธยมปลายเด็กจะเรียนรู้และเข้าใจวิชาต่าง ๆ โดยผ่านการนำเสนอ การพูดคุยหารือ การใคร่ครวญ และการขบคิด
    • วิชาต่าง ๆ ก็คือเนื้อหาสาระของโลก ซึ่งสานทอขึ้นอย่างบูรณาการณ์ อาทิเช่น
      • วิทยาศาสตร์ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะสังเกตกระบวนการธรรมชาติและกระบวนการกลไก
      • ภาษาต่างประเทศช่วยให้เข้าใจวิธีคิดของอีกวัฒนธรรมหนึ่ง และสามารถสื่อสารได้
      • คณิตศาสตร์ช่วยให้มีประสบการณ์ในความมหัศจรรย์ของรูปทรง รวมทั้งแบบแผนของตัวเลขและธรรมชาติ
      • ศิลปะเปิดโอกาสให้พัฒนาความละเอียดอ่อนภายในต่อกระบวนการที่มีชีวิตขึ้นมา
      • หัตถกรรมเอื้อให้เขาเรียนรู้ที่จะนำสุนทรีย์มาสู่โลกแห่งการใช้สอย
      • ดนตรีอำนวยให้เขาพัฒนาสำนึกแห่งเสียงที่เป็นของตัวเองขึ้นมา พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทางสังคมในการเล่นดนตรีร่วมกัน
    • ครูจะคัดเลือกเนื้อหาจากหนังสือบางเล่มที่สัมพันธ์กับนักเรียนในห้องเป็นพิเศษ และมอบหมายงานที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นคว้าวิชานั้นโดยผ่านสื่อต่าง ๆ การประเมินผลจะดูจากธรรมชาติของเด็กแต่ละคนในชั้น
    • การจัดตารางเรียนจะให้วิชาที่ต้องใช้ความตื่นตัวสูงสุดอยู่ในช่วงเช้าและเป็นวิชาหลัก ส่วนช่วงที่เหลือของวันจะประกอบด้วยวิชาหลากหลาย เช่น ภาษาต่างประเทศ ทักษะการใช้ภาษา วรรณคดี ขับร้องประสานเสียง ออร์เคสตร้า ศิลปะและงานฝีมือ ยูริธมี่ และพละศึกษา
      • อันแรกนี่เอาแค่นี้ก่อน ยังมีส่วนที่เป็นคำถามยอดนิยม ประมาณว่าเรียนแบบนี้แล้วจะมีปัญหากับระบบเดิมมั้ย อันนี้โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

        ปล. โรงเรียนปัญโญทัย อยู่ที่สายไหมนะค่ะ บ้านไหนอยู่แถวนั้นบ้างน้า