ครั้งก่อนบ่นๆ เรื่องเวลา แล้วก็คิดขึ้นมาถึงเรื่องที่ค้างใจมานาน เรื่องเวลาบนสวรรค์ เทียบกับเวลาบนโลกเรา ขนาดไอน์สไตน์ ก็ยังดังเพราะทฤษฎีสัมพัทธภาพของปู่นะแหละ ก็ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของเวลากับการเคลื่อนที่อะไรทำนองนี้ล่ะค่ะ  ปู่แกว่า วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงๆ จะมีมวลเพิ่มขึ้น ขนาดเล็กลง แล้วที่สำคัญ แกบอกว่าพอวัตถุมันเคลื่อนที่เร็วมากๆ แล้ว เวลาจะเดินช้าลง ไม่ว่าจะอ่านที่ใครๆ อธิบายกี่รอบ ป้าก็ยังมึนครบทุกรอบ

อ่านหลายครั้ง คิดมาก็นาน ก็ยังไม่แตก ก็ขอแค่ใบไม้ใบเดียวจากทั้งป่าก็พอ ป้าก็มักจะคิดเปรียบเทียบให้พอหายมึนว่าเหมือนเวลาเราดูนักวิ่ง ที่เขาทำเวลากันเป็นวินาที แป๊บเดียวเขาวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว  เรามองเขาก็เห็นกับตาว่าแป๊บเดียว แต่ลองไปวิ่งเองดูซิ 100 เมตร ก็ยังคงเป็น 100 เมตร เป็นระยะทางที่เราต้องผ่านไปเท่านั้นพอดี  แล้วก็เป็นช่วงของชีวิตที่เราได้ใช้เท่านั้นอย่างจริงที่สุด ….เหนื่อยด้วย

คราวนี้พอดูเวลาที่เรามีความสุข ก็เป็นความรู้สึกราวกับอยู่บนสวรรค์  มองด้วยสายตาชาวโลก ก็รู้สึกว่าแป๊บเดียว อย่างที่เรามักจะพูดเล่นกันว่า เวลาแห่งความสุข มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ไมใช่เล่นนะ นั่นเรื่องจริงที่สุดเลยเชียว เคยได้ยินมั้ยค่ะ ที่ว่าคนที่หมดลมหายใจ ไปแล้วกลับมาเล่าว่าไปสวรรค์ เขาก็เล่าให้ฟังเป็นเรื่องยาว แต่คนที่ดูอยู่ทางนี้อาจว่าโม้ เพราะด้วยสายตามนุษย์แบบเราๆ นี่ ก็เห็นว่าเขาไปแป๊บเดียว  มีคนคำนวณว่าเมื่อตอนที่ พระพุทธเจ้าไปเทศน์โปรดโยมมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 3 เดือนของโลกมนุษย์ เป็นเวลาแสนสุขแบบสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แค่ 3.6 นาทีเท่านั้นเองค่ะ  อย่างนี้ พอคิดกลับกันว่าถ้าเป็นนรกล่ะ โอ้โห สยองเลยนะคะ เพราะสวรรค์กับนรก ก็อยู่ตรงข้ามกัน ถ้าเวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วขนาดนั้น เวลาแห่งความทุกข์ ก็ต้องช้าขนาดนั้นให้คู่ควรกันใช่มั้ยคะ  มิน่าเล่า พอเรามีเรื่องไม่สบายใจ ก็จะรู้สึกว่าช่างนานเหลือเกิน เราจะเร่งให้ห้วงเวลาแห่งความทุกข์ ความไม่ชอบใจ ความไม่ถูกใจ ให้ผ่านไปเร็วๆ  แต่ก็ไม่เคยสำเร็จซักที  

อันนี้ไม่ได้เม้าลูกเลยนะ แค่อยากเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เปิดเทอมมานี้ บ้านเราก็มีเหตุปะทะกันอยู่เรื่อยๆ เรื่องการบ้านของหมูปัน  การบ้านของเด็กประถมเดี๋ยวนี้ก็มีเขียน มีจดงาน คล้ายๆ กับที่เราเคยเรียนเมื่อก่อนละค่ะ แต่เวลาหมูปันทำการบ้านนี่ แหมมมมม บางวันบ้านแทบแตก (อันนี้เขาว่าของเขาเอง เวลาโดนหม่าม้าดุ ก็จะรายงานป๊าว่าม้าดุบ้านแทบแตก)  บางทีเขียนรายงานหนึ่งหน้ากระดาษ พี่แกทำไปสามชั่วโมง ก็กว่าที่คุณพี่จะเข็นออกมาซักบรรทัดนี่นะ เฮ้อ อย่าให้บ่นเลย  จนหลังๆ เราก็ใช้วิธีจับเวลา งานที่ยาวหน่อยก็หน้าละห้านาที  เราใช้นาฬิกาจับเวลาที่ซื้อมาจากร้านทุกอย่างหกสิบบาทนั่นแหละค่ะ จับเวลากันทุกอย่าง จนพังไปแล้วเรือนนึง หมูปันก็ยัง   ช้            มื            ดิ    

อยู่มาวันหนึ่ง ป้าก็วุ่นอยู่กับการเลี้ยงปูปลาในเฟซบุ๊ค 😉  ก็เลยไม่ได้ใจจดใจจ่ออยู่กับการจับเวลา  หมูปันก็ทำงานไปจนเขาทำเสร็จ อ้าว มันยังไม่หมดเวลาที่แอบเล็งๆ ไว้แฮะ  เขาก็ทำได้เร็วตามที่เคยตกลงกันนี่นา  แล้วก็เรียบร้อยดี 

มาคิดอีกทีก็คงเป็นเพราะตอนที่เรา รอแล้วก็ลุ้นให้เขาทำให้เสร็จๆ ซะทีนั่น เราอยากให้เขาทำเสร็จไวๆ ให้ทันใจเรา แหม ดูโจทย์ข้อนี้ซิ มันง่ายจะต๊าย ทำไมทำนานนนน อย่างนี้ล่ะ  แล้วเขียนเรื่องแค่หน้าเดียวเนี่ยนะ ทำไมช้าขนาดนี้ เอ้า อ่านหน้านี้ แล้วเขาให้ทำแบบฝึกหัดนี่ไง้ ทำไมๆ ๆ ๆ และอื่นๆ อีกหลายทำไมที่ป้าก็คิดไปด้วยตาของคนจบปอโท แฮ่มมม ไม่อยากโม้เลยว่าอย่างมีวิเศษนิยมด้วยนี่แหละ ว่าแหมมมม  มันง่ายจะต๊ายยยย  ป้าลืมไป ว่าลูกอยู่ปอสาม  

ขนาดเวลาของคนที่เราคิดว่ารักเขาเหลือเกิน ก็ยังเดินช้าเร็วไม่เท่ากันเลย นับประสาอะไร กับเวลาของคนที่ได้วนเวียนมาพบกันเพียงครั้งหนึ่งในชีวิต  แบบนี้ก็มองเห็นตัวเองว่า เวลาอาหารมาเสิร์ฟเราช้าไป เราก็หงุดหงิด    ลูกน้องส่งงานช้าไป เราก็หงุดหงิด แม้กระทั่งลิฟท์ที่มารับเราช้า เราก็ยังตะหงิดๆ เลย แล้วเราก็ปล่อยให้เวลาแห่งความไม่สบายใจเดินทอดน่องล้อเลียนเราไปเรื่อยๆ เออ เนาะ คนเรา 

ที่ว่านี่ ก็ใช่ว่าจะทะเลาะกับหมูปันน้อยลงหรอกค่ะ ของแบบนี้ป้าก็ยังต้องฝึกอีกนาน แล้วหมูปันก็ต้องฝึกทำอะไรๆ ให้เร็วขึ้นจริงๆ  แต่ป้าก็ได้คิดว่าอาการที่รู้สึกว่าเขาทำช้า ไม่ทันใจนั่น ป้าก็วัดจากที่ตัวเองคาดว่ามันควรจะเป็น พอเราเอาความ คาดว่า ของเราไปแปะไว้ที่หัวเหม่งลูก เราก็เลยทะเลาะกันบ้านแตกอย่างที่หมูปันว่า ก็เลยหมดสนุก  เราก็เอาใหม่ ตกลงเวลาให้เขาทำตามสมควรกับงาน แล้วเขาก็ต้องทำในเวลาที่ตกลงกัน คราวนี้ลูกเราเขาก็จะทำของเขาไป แล้วเขาก็ทำได้เป็นส่วนมากนะคะ 

เรื่องของความสุขอีกอย่างที่เราจะจับสังเกตกัน ก็คือลมหนาวนี่ล่ะค่ะ ลมเย็นๆ มาทีไร ผู้คนก็ดูจะกรุ่นๆ ความสุข แล้วก็อยากให้หนาวมาก หนาวนาน แต่ทุกปี เราก็จะบ่นกันว่า อ้าว หายหนาวแล้ว ไม่กี่วันเอง เสื้อหนาวที่ซื้อมาวานซืนยังไม่ได้ใส่เลย  ปีนี้ กรมอุตุฯ ทำงานไม่ทัน เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เมื่อวาน เพิ่งรู้สึกเย็นๆ อีกวันฝนตก ฟ้าร้อง วันนี้ดูจะอุ่นๆ ขึ้นมาซะแล้ว เวลาของความสุข ผ่านไปเร็วจริงๆ 

คิดได้อย่างนี้ ก็อย่าไปยื้อไว้เลยนะคะ ทำกับข้าวดีกว่า คราวนี้ต้อนรับลมเย็นๆ เราทำซุปร้อนๆ กินกันนะคะ 

สอง สามอาทิตย์มานี้ หมูปันเห่อกิมจิมากค่ะ ไม่แน่ใจว่ามาจากที่เขาไปอ่านเจอว่ากิมจินี่ ป้องกันโรคซาร์ได้ หรือเป็นเพราะเพื่อนลูกครึ่งเกาหลีที่โรงเรียนมาเล่าว่าเขากินกิมจิได้ หมูปันก็อยากจะกินได้ด้วย ส่วนหม่าม้า ก็ชอบซุปกิมจิที่เคยลองชิมมาจากร้านดูเร แถวดงเกาหลีบนถนนสุขุมวิท แล้วก็ร้านโอโตยะที่เป็นร้านญี่ปุ่น แต่มีซุปกิมจิในเมนูซะงั้น ทั้งสองร้านเหมือนกันอยู่สองอย่าง คืออร่อยเหมือนกัน และแพงเหมือนกัน  อย่ากระนั้นเลย ยิงปืนนัดเดียว ได้นกยกมาทั้งรัง ก็ทำกินเอง ถูกตังค์ด้วย ถูกใจลูกด้วย ส่วนถูกใจคนแถวบ้านหรือปล่าวนี่ บ้านใครบ้านมัน

พูดถึงกิมจินี่ถ้าใครอยากรู้ว่ามีประโยชน์ยังไง ลองถามดอคเต้อกูดูนะคะ เสิร์ชไปเจอประมาณ 138 ล้านรายการค่ะ  (O_o)!! เอาเป็นว่ากินดีมีประโยชน์ อุดมวิตามินตั้งแต่เอถึงแซดกันเลยเชียวล่ะ หมูปันกินทีไร วิ่งปรู้ดเข้าห้องน้ำต่อทู้กที แถมยังตะโกนออกมาโม้สรรพคุณอีกนะ แหม กิมจินี่ช่วยในระบบขับถ่ายจริงๆ เนอะหม่าม้าเนอะ  ที่วิลล่าเขาก็มีขายอยู่ยี่ห้อนึง จะเผ็ดหน่อยแต่ก็อร่อยดีค่ะ บางที่ไปซุปเปอร์อื่น เจอยี่ห้ออื่นก็จะซื้อมาชิม สังเกตุว่าถ้าสีมันแดงเข้มๆ ผักดูนิ่มๆ หน่อย ก็จะอร่อยค่ะ เขามีให้เลือกหลายผักอยู่ เลือกเอาตามชอบนะคะ ซื้อติดตู้เย็นไว้เก็บได้หลายวันค่ะ

ส่วนโปรตีนนี่ เกาหลีเขาชอบกินหมูกินเนื้อกัน  ใช้หมูสไลด์บางเฉียบ ใส่ไปตอนใกล้จะเสิร์ฟ อย่าให้สุกเกินไปก็อร่อยดี หรือจะใช้สูตรหมูปันที่ขอแต่หมูสับทุกงานก็ใช้ได้เหมือนกัน อย่างอื่นก็มีไข่ไก่ เต้าหู้อย่างนิ่ม หรือแข็งก็ได้ ใส่เห็ดสดไปด้วยนะคะ จะเป็นเห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ออรินจิ นางฟ้า ได้ทั้งนั้นค่ะ ก็เราทำกินเอง เลือกที่ชอบละค่ะดีสุด

ว่าแล้วก็ลงมือเลย ตั้งน้ำให้เดือดถ้ามีน้ำซุปก็ดี แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็ใส่กิมจิ กะประมาณให้พอกินกันครบคน   ต้มให้นิ่มๆ หอมๆ ถ้าใช้หมูสับก็ใส่ตอนนี้ได้เลย ทำแบบเดียวกับเวลาทำแกงจืดผักกาดขาวละค่ะ แล้วก็ใส่เห็ด ต้มต่ออีกหนึ่งเดือด ใส่เต้าหู้ แล้วก็อีกหนึ่งเดือด    ถ้าใช้หมูสไลด์ก็ใส่ตอนท้ายนี่ แล้วก็ปิดไฟค่ะ ทา แด้มมมม เสร็จแล้วค่ะ  ไข่ไก่ นี่ไม่ได้ลืมนะคะ สมาชิกมาพร้อมกันแล้ว ตักผักและเครื่องปรุงใส่ชามไปก่อน แล้วก็ตอกไข่ไก่โบ๊ะไว้ด้านบน จากนั้นก็ตักน้ำแกงร้อนจี๋ๆ ราดตามไป  ไข่ก็จะสุกน่ากินพอดี   เวลาซดน้ำแกงก็จะมันๆ อร่อยๆ ค่ะ อะฮั้นรับรอง ส่วนท่านที่มีปัญหากับไขมันเส้นเลือด ไม่ใส่ไข่ก็ได้ค่ะ เคยมีบางทีโปรตีนในตู้เย็นหมด ก็เลยคว้าปลากระป๋องใส่ไปเลยค่ะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อร่อยอย่าบอกใคร

เมนูนี้เหมาะสำหรับกินกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว ซุปร้อนๆ กิมจิเผ็ดหน่อยๆ กินแล้วอุ่นๆ ท้อง ซดดังซู้ดดดดดด เวลาแห่งความสุขที่ถึงแม้จะทำให้ยาวออกไปไม่ได้ เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ หน่อยก็แล้วกันนะคะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ไม่ควรเล่นเฟซบุ๊คมากไป เพราะเวลาแห่งความสุขจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และทำงานไม่ทัน (O_o)”   เอย