สงสัยจริงว่าชาติก่อน ป้าเก๋งเคยไปทำอะไรไว้ที่สิงคโปร์รึปล่าว ชาตินี้ถึงได้วนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่กะเกาะเล็กๆ นี่  ที่บ้านมีรูปถ่ายสมัยคุณยายยังสาว ระหว่างไปเที่ยวสิงคโปร์ ตอนนั้นพุงโตค่ะ แล้วป้าเก๋งก็ยืนยันมั่นเหมาะว่าในนั้นหนะ ช้านนนนน ใครจะมาตู่เป็นไม่ยอมเด็ดๆ   ยัง ยังไม่พอ เรียนจบโท ไปทำงาน นายก็ส่งไปเรียนซะอีกเกือบสองเดือน แล้วก็ยังเวียนวน เข้าออกอยู่อีกหลายวาระ ตามป๊าหมูไปมั่ง ไปเองมั่ง จนมาถึงวาระใหญ่ที่หมู่เฮาก็ได้ร่วมสังฆกรรมกับคนเมืองนี้ด้วยกัน  อืมมมม….คาดว่า คงมีอะไรต้องชดใช้กันกับที่นี่แน่แท้  อันนี้ก็ไม่ได้โม้นะฮ่ะ คือถ้าเลือกได้หนะ ก็อยากไปที่อื่นกะเขามั่ง แต่ไม่รู้เป็นไง ถ้าจะไปประเทศอื่นนี่ กว่าจะได้ไป มันขลุกขลัก ยากเย็นยังไงไม่รู้ แต่พอจะไปสิงกะโปนี่ ลื่นปรื๊ดทู้กที  หลังๆ มานี่ ก็มักจะสมัครเป็นลูกหาบตามป๊าหมูไปเที่ยว ป๊าก็ตั้งใจทำงานไป ส่วนเราแม่ลูกก็คอยให้กำลังใจอยู่ห่างงง……ห่างงง แบบว่าขอไปใช้ห้องด้วย แล้วก็ขอตังค์ใช้ด้วย แล้วก็ขอกินข้าวเช้าแทน แล้วเราค่อยกลับมาเจอกันตอนดึกๆ นะป๊านะ ก้ออออ แค่นี้เอ๊ง  อ้อ ขอค่าตั๋วด้วยนะป๊านะ  

เหตุฉะนี้ ก็เลยทำให้หมูปันกลายเป็นเด็กเว่อไปนิดนึง แบบว่าไปสิงกะโปนี่ก็สี่ ห้าครั้งแล้ว จนหลังๆ เวลาขอลาเรียน ครูก็เริ่มจับทางถูก แต่ก็มะได้โกหกนะ ตามป๊าไปทำงานจริงจริงนะครู แล้วหมูปันก็ไม่เคยได้สิทธิไปแบบชิวๆ ซักที ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน เป็นการบ้าน งานค้าง แบบฝึกหัด ฯลฯ ที่หม่าม้าขอคุณครูมาให้ทำระหว่างที่ไม่ได้มาเรียนนี่นะ แหม เรื่องแบบนี้มันก็ต้องมีการลงแรงกันบ้าง

เมื่อก่อน ก็จะรู้สึกว่าเมืองนี้เขาช่างเถรตรง ระเบียบจัด หน้ามึน และหัวสี่เหลี่ยม เอะอะ แกก็จะตีราคา ตีมูลค่ากันตลอด  วิชาที่ป้าเก๋งไปเรียนเมื่อก่อนนู้น ก็ว่าด้วยเรื่องการตีราคาอสังหาริมทรัพย์ล่ะนะ เขาบอกว่าของที่ NUS นี่แจ่มมาก เรียนจนจบแล้ว  ก็รู้สึกว่า อะไรก๊าน คุณคิดมากกันขนาดนี้เชียว เกินไปมั้ย ตีราคาห้างสรรพสินค้า ต้องคิดกันถึงค่าแม่บ้าน ค่ายาม น้ำไฟนี่เก็บละเอียด…ยิบ  พอมาถึงบ้านเรา เอาคร่าวๆ ก็พอ คิดเปอร์เซนเหมาๆ ไปเหอะ  ป้าเก๋งยังเคยเอาวิชาที่ว่ามาทำงานเป็นผู้ประเมินราคาตึกออฟฟิศของบริษัทเราด้วยนะเออ ยังเคยปีนขึ้นดาดฟ้าไปดูหอทำความเย็นของแอร์ซะด้วย  ทำให้คิดว่า ชีวิตคนเรานี่อาจจะมีกรอบ มีเส้นที่โยงกันไปๆ มาๆ หลายรอบ ก่อนจะมาเจอกัน รู้จัก แล้วก็เป็นเพื่อนกันได้เนอะ แปลกดี แต่ก็เป็นข้อเตือนใจตัวเองไว้เสมอๆ ว่า อย่าทำร้ายใครให้เขาจำได้ เพราะเจอกันคราวหน้า อาจมีเทศกาลเอาคืน อิอิ

แต่หลังจากที่ได้ไปในฐานะตัวริดมาหลายรอบ ก็พบว่าที่เมืองนี้ เขาเอาใจใส่ ดูแลเด็กๆ ของเขาอย่างดีมากจริงๆ ทำให้การไปสิงกะโปของนายหมูปัน เหมือนกับการไปเที่ยวแดนเนรมิตขนาดยักษ์ ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวดูเป็นของเล่นไปหมด บ้านเมือง ถนนหนทางสะอาด เรียบร้อย การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ก็เชื่อมกันไปได้หลายเส้นทางทั่วเกาะ ถ้ารถไฟไปไม่ถึง ก็จะมีป้ายรถเมล์อยู่ใกล้ๆ พร้อมแผนที่ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจง่าย อันนี้ทุกอย่างเขาก็จะมีอธิบายกันเป็นแผ่นบ้าง เป็นเล่มบ้าง มีแจกอยู่ทั่วไปในสนามบิน พอลงจากเรือบินปุ๊บ เราก็หาแผนที่ แล้วก็เลือกคู่มือที่ว่านี่ไว้ก่อน จะมีแบบรวมเล่ม แบบเจาะย่านไชน่าทาวน์ ย่านเพอรานากัน หรือเป็นเล่มเฉพาะพิพิธภัณฑ์แบบที่มีคูปองลดราคาค่าเข้าชมมาด้วย บางทีก็จะมีการแจกตั๋วไปทัวร์รอบเมืองแบบสั้นๆ อย่างครั้งนี้เราก็ได้ไปดูไฟคริสมาสต์มารอบนึง เขาก็แจกกันที่ Visitor Center แถวสนามบินเลย 

ป้าเก๋งก็จะสอนให้หมูปันดูแผนที่ เพราะมันเล็กๆ ล่ะนะ อยู่ในวิสัยที่เขาจะหาได้ แล้วเราก็ช่วยกันวางแผนว่าจะไปไหน ไปกันยังไง ให้เขาอ่านป้าย อ่านข้อมูล ก็เป็นโอกาสให้หมูปันได้ฝึกภาษาไปด้วย แล้วก็ได้ความรู้ไปด้วยในตัว

 ป้ายแบบนี้ เป็นแบบเรียนภาษาอังกฤษอย่างดี ให้หมูปันอ่านไปเรื่อย บางทีก็เป็นการ์ตูน อ่านแล้วไม่เดินเลย นั่งขำกลิ้งอยู่ตรงนั้น   

 แล้วที่เราเจอกันเป็นประจำคือ หลงทางฮ่ะ คือหม่าม้าก็ใช้ว่าจะแม่นเรื่องทิศนะฮ่ะ แค่ซ้ายขวาก็ยังงง ประสาอะไรกับทิศอีกตั้งสี่ทิศ ก็จะเจอสถานการณ์ที่แม่ลูกนั่งหมุนแผนที่กันไปมาให้ตรงกับตึกที่เราเห็นรอบๆ  ตอนนี้ตูอยู่ไหนเนี่ย แล้วไม่มีการถามนะครับพี่น้อง เสียฟอร์มครับ หาเอง แงะไป เดี๋ยวก็เจอ แล้วเราก็มักจะเจอว่าเราเดินอ้อมตึกไปซะไกล ทั้งๆ ที่เดินทะลุไปก็ถึงแล้ว เป็นแบบนี้บ่อยมากกกก บางทีคุณลูกก็ทำตัวเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ช่วยกันซะงั้น แต่เขาก็จะช่วยจำ ถ้าคราวหน้ามาที่เดิม เฮียก็จะจำได้ ไปทางนี้นะหม่าม้า ทางนั้นหนะ ที่คราวก่อนหม่าม้าหลงไง้ (>o<)”  เราก็เที่ยวกันแบบนี้ ค่อยๆ หา แล้วก็ค่อยๆ ไป กว่าจะกลับถึงที่พักแต่ละวันก็ขาลาก หมดแรง  เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะไปเที่ยวแนวนี้ แนะนำอย่างที่สุด คือต้องหารองเท้าที่เราใส่ได้ทั้งวัน ไม่ต้องสูง ไม่ต้องสวย จะพาลูกเที่ยว จะสวยไปไหน จริงมะ  ที่ว่าอย่างนี้เพราะมักจะเห็นคุณแม่ใส่ส้นสูงพาลูกเที่ยว แล้วก็ไม่ได้ไปต่อ ต้องนั่งซะแทน ลูกก็อดเที่ยว เพราะแม่ปวดขา

 

ที่ที่หมูปันไม่พลาด จะต้องไปทุกครั้งก็คือ Science Center ค่ะ     ไปรถไฟฟ้านะคะ ลงสถานี Jurong East แล้วหาวิวประมาณนี้ เดินตรงๆ ไป ทะลุตลาด เดี๋ยวเดียว ก็เจอ      อันนี้บ้านเราก็มีที่คลองห้านะคะ ต่างกันยังไง อันนี้ต้องไปดูกับตาตัวเอง  สถานที่ของเขานี่เล็กกว่าเย้อะ แต่เขาก็ใช้ความเล็กของเขาให้เป็นประโยชน์ ของที่จัดแสดงก็จะสอนเด็กๆ เป็นเรื่องๆ  เรื่องเดียว สอนกันเป็นห้อง กิจกรรมเพียบ แล้วกดปุ่มไหนก็ติดนะค่ะ ดูแลกันเป็นอันดี  ก็จะมีนิทรรศการแบบที่ไปทุกทีก็เจอ แล้วก็มีแบบหมุนเวียน  ของทุกอย่างออกแบบมา พร้อมที่จะโดนทารุณกรรมจากมือน้อยๆ ไม่รู้กี่คู่ในแต่ละวัน ไม่มีห้าม ไม่มีปรามกันล่ะ  เท่าที่สังเกต เขาไม่มีเจ้าหน้าที่เดินป้วนเปี้ยนแต่อย่างใด คงจะมีกล้องวงจรปิดอยู่บ้าง แต่ของทุกอย่างก็ปลอดภัยสำหรับเด็ก แล้วก็ทำเป็นของเล่นไปทั้งนั้น คนดูก็จะต้องจับ ดึง ส่อง เคาะ กดปุ่ม กระโดด เป็นแบบนี้ไปทุกจุด ส่วนของที่อันตราย อย่างเครื่องทำฟ้าผ่า เครื่องปล่อยประจุไฟฟ้าไประเบิดลูกโป่งไฮโดรเจนของโปรดของหมูปันนี่ เขาแสดงเป็นรอบๆ แล้วเขาก็จะให้เด็กๆ เดาไปบ้าง ตอบคำถามบ้าง ทั้งหมดนี่ น่าจะรวมๆ ว่าเขาให้ความรู้แบบ “อินเตอแอ๊คถีบ” นะ เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้จากการเล่น ลองทำ แล้วก็สังเกตจากการทดลองด้วยตัวเอง แบบนี้เขาจะเข้าใจเลยนะคะ ไม่ต้องท่องจำ

อธิบายยากค่ะ ดูรูปดีกว่นะคะ ความจริงมีวีดีโอมาด้วย แต่ยังอัพขึ้น youtube ไม่สำเร็จ ทำได้เมื่อไหร่จะส่งข่าวมาค่ะ

 เขามีฉายหนังด้วยค่ะ แต่ละช่วงก็เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ตอนนี้เป็นเรื่องใต้ทะเล แต่เราไม่ได้ดูนะคะ    เด็กเค้าก็มาดูค่ะ นี่คาดว่าอนุบาลสาม คุ้นๆ ว่า เด็กเรายังไปสวนสัตว์กันอยู่เรย จะตามทันมั้ยเนี่ย   งานที่จัดแสดงส่วนแรกๆ เป็นจอแบบนี้ค่ะ เด็กๆ ก็กดกันกระหน่ำ ผู้ใหญ่ก็ด้วยแหละ สนุกดี     อันนี้ให้ทำเสียงประกอบละคร ก็อัดเสียงของเราไว้แล้วเรียกมาดูได้เลยค่ะ      อันนี้เครื่องวัดความดัง เขาให้เดินให้เบาสุดๆ จนเครื่องจับเสียงไม่ได้ โปรดสังเกตุที่จอ มันเป็นสีแดง หมูปัน เดินแบบกระโดดค่ะ ต้องคว้าออกมา เกรงว่าเครื่องเขาจะพัง    ตรงนี้เป็นหนัง บอกเด็กๆ ว่าในบ้านเรานี่ มีเพื่อนบ้านตัวเล็กๆ อยู่ทั่ว    อันนี้เป็นจอ ให้เขียน แล้วมันก็ไปฉายบนจอใหญ่ บ้านเราเห็นหลายที่นะคะ  ของปันอยู่อันซ้ายสุดค่ะ  หม่าม้าขอมั่ง  ตัวหายยยย   ห้องนี้ เรื่องทฤษฎีคณิตศาสตร์ ล้วน ล้วน     ตรงนี้เรื่องหลุมดำ แต่มันมีสองรูก็ได้ วัตถุก็จะวิ่งวนสลับกันเป็นเลขแปด   รูปภาพเกิดจากจุด เรียงต่อๆ กัน  ห้องนี้สอนเรื่องน้ำ แล้วก็วิธีขนน้ำอย่างโบราณ ที่เห็นนั่นเป็นเครื่องขนน้ำแบบเกลียว อาคิเมดีสเขาออกแบบเพื่อให้การขนน้ำมันสะดวกขึ้นนนนน    น้ำวน   ตรงนี้ เป็นของเล่นชิ้นโปรดค่ะ ก้อนสี่เหลี่ยมสองก้อนนี่น หมุนไปแต่ละด้าน ก็จะเป็นรูปต่างๆ กัน ต้องจับคู่ให้ถูก ก็จะได้ฟังนิทานเรื่องลูกหมูสามตัวค่ะ  

ตรงลานด้านหน้า เป็นลานน้ำ เล็งๆ มาหลายครั้งแล้ว คราวนี้เราเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เอาชุดว่ายน้ำมาด้วย เล่นซะตัวดำเลยค่ะ    Water Vortex เป็นสุดฮิตของเด็กๆ เลยค่ะ แล้วเด็กโลกไหนก็เหมือนกัน คือ เอ่อออ มันไม่เล่นแบบที่เขาออกแบบมาดอก       ตรงนี้ให้ยิงน้ำไปใส่ภาชนะหลายขนาด จะได้รู้ว่าที่ใช้ๆ ไปหนะ มันมากน้อยแค่ไหน  ก็กลายเป็นปืนฉีดน้ำขนาดยักษ์     ตรงนี้ให้หมุนกระป๋องไปรับน้ำข้างบน ใครช้าโดนน้ำเทใส่    เด็กที่ไหนก็ซนเหมือนกันท้างน้านนนน  รูๆ นี่มันต้องมีน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นค่ายกลค่ะ แต่วันนี้ไม่มี เอ๊าไหนว่าของไม่มีพัง   อันนี้ปั๊มน้ำกัน บางทีมีเพื่อนเล่น ก็เล่นกันไป    พอไม่มีเพื่อนเล่น ก็ปีนขึ้นไปเพิ่มน้ำหนัก    ที่เป็นนาฬิกายักษ์นั่น เป็นเครื่องเป่าลมค่ะ  พลังหญิง? ที่โดนลากอยู่นั่น เด็กผู้ชายค่ะ     

ครั้งนี้เราไปก็โชคดีมากที่เขากำลังจัดนิทรรศการเรื่อง Body Worlds อยู่พอดีนะคะ  อันนี้เขาก็เอาศพนี่ละค่ะ มีทั้งคน ผู้ใหญ่บ้าง เด็กบ้าง ม้า ยีราฟ ไก่ กระทั่งปลาหมึก เอามาผ่านกระบวนการ Plastination ค่ะ ก็คือการแปลงสภาพเนื้อหนังของสิ่งไม่มีชีวิตแล้วนี่ ให้กลายเป็นพลาสติก  ก็เป็นงานที่น่าประทับใจมากนะคะ หมูปันนี่เขาถึงกับจำขั้นตอนได้เลยว่าต้องเอาศพมาแช่ฟอร์มาลีนฆ่าเชื้อโรคก่อน แล้วก็เอาไปแช่น้ำยาอาซีโตนเพื่อไล่ไขมันออกจากเนื้อน่ะ เสร็จแล้วก็จะไล่อาซีโตนออกด้วยสูญญากาศ แล้วก็อัดโพลีเมอร์เข้าไปแทนที่ทุกๆ อณูกันเลยทีเดียว แค่นี้คนก็กลายเป็นพลาสติกไปแล้ว  จากนั้นก็มาจัดท่าทางก่อนจะทำให้แข็งด้วยความร้อน ซึ่งท่าทางที่เขาจัดนี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้งานนี้มันมหัศจรรย์ เพราะบางร่างก็เป็นนักบาสกำลังเหยียดแขนออกไปรับลูก บางร่างก็เป็นนักเต้น กำลังโพสท่าแบบบัลเลย์อย่างนั้น แล้วมีคนผู้ใหญ่จูงเด็ก มีศิลปินกำลังวาดรูป แล้วยังมีซานตาคลอสขี่รถลากที่เทียมกวางอยู่ด้วย ทั้งหมดนี่เป็นคนทั้งนั้น บางงานก็ตั้งใจจะแสดงมัดกล้ามเนื้อ บางงานก็แสดงเส้นเลือดทั้งตัว บางคนก็โชว์เฉพาะเส้นประสาท ส่วนงานที่ดูแล้วอึ้งๆ คือคนที่มีแต่โครงกระดูกแล้วยืนผายมือออก แล้วก็มีผิวหนัง คาดว่าเป็นของตัวเองนะคะ วางพาดอยู่ที่แขน เลาะมาอย่างเนี้ยบเชียวค่ะ เล็บเลิบอะไรนี่อยู่กันครบทีเดียว  

นอกจากคนที่มาทั้งตัวแล้ว ก็มีที่มีเป็นชิ้นส่วนด้วยค่ะ อย่างรูปหัวใจ ที่มีแต่เส้นเลือดประกอบกันขึ้นมา หรือตับคนป่วยที่มันใหญ่โต จนสงสัยว่าเข้าไปอยู่ในตัวคนได้ไง ปอดของคนสูบบุหรี่ ดำปี๋ จนอยากให้คนที่ยังสูบอยู่มาดูจริงๆ  แล้วหม่าม้าก็เสียหน้าเพราะไปชี้ชวนให้หมูปันดูอะไรเข้าอย่างนึง บอกเขาว่านี่มันลิ้นไก่ใช่มั้ยน้า หมูปันบอก ไม่ใช่แล้วม้า นั่นหนะมันเป็นแผ่นปิดหลอดลม ไม่ให้สำลักเวลาเรากินอาหารรรรร  แป่วววว ขอสารภาพว่า เฮียเขาบอกชื่อภาษาฝรั่งมา แต่หม่าม้าก็จำบ่ได้ ต้องมากูเกิ้ลใหม่ เขาเรียก Epiglottis คับ  เอามาเล่าให้ป้าหมอของหมูปันฟัง ก็ขำกันไป ป้าหมอบอกว่า งานแบบนี้ คนที่เขาปฏิบัติธรรมก็จะไปดูกัน ประมาณว่าทำอสุภกรรมฐาน แต่ป้าเก๋งว่า เขาทำไว้อย่างงาม สีสันดูสวย ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยปลงเท่าไหร่ นี่เราก็ถึงขั้นเข้าไปส่องดูซะจนใกล้ ดูยังไง ก็เหมือนพลาสติกจริงๆ งานนี้เขาไม่ให้ถ่ายรูปมานะค่ะ ใครสนใจก็ตามไปดูในเวบ www.bodyworlds.com หรือกูเกิ้ลดูก็มีเยอะเลยค่ะ งานนี้เขาแสดงที่สิงคโปร์ถึงวันที่ 6 มีนาปีหน้าค่ะ แล้วก็จะเวียนไปโชว์ที่อื่นต่อ ป้าเก๋งดูแล้วก็ได้คิดดี ว่าคนเรานี่มันก็แค่นี้เองจริงๆ

ป่าป๊า หม่าม้าบ้านไหนพอไหว พาลูกไปเถอะค่ะ ของเขาดีจริงๆ กลั้นใจไม่ช้อบซะสามเฮือก ก็เกินคุ้มแล้วน้า