เริ่มปีใหม่อีกปีแล้วนะคะ รู้สึกมั้ยค่ะว่าตอน…เอ่อ…ตอนอายุมากขึ้นนี่ ปีนึงแว้บเดียวเอง ยังจำได้อยู่เลยว่าปีที่แล้วงานปีใหม่สนุกกันขนาดไหน ได้รับของขวัญอะไรมาบ้าง สมุดโน้ตบางเล่ม ยังไม่ได้ใช้ ของขวัญบางชิ้นยังอยู่ในห่อ เก็บไว้เป็นอย่างดี  คิดแล้วก็หวั่นๆ หวิวๆ นิดนึง ว่าแหมเวลาช่างผ่านไปเร็ว แล้วก็รู้สึกผิดเล็กๆ ที่หลายเรื่องที่แอบตั้งใจทำ ก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือ เฮ้ออออ  

ตอนเด็ก อยากให้ปีๆ มันผ่านไปเร็วๆ อยากปิดเทอมเร็วๆ อยากไปนอก ในวงเล็บหนามากกก ว่าบ้านนอกอะนะคะ อยากให้เป็นช่วงเทศกาลบ่อยๆ เทศกาลอะไรก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น ขอแบบทุกวันตลอดปีเลยจะดีที่สุด พวกผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเป็นเด็กนี่แหละสบาย ก็ไม่เคยเชื่อเลย  ก็แหม…ไหนจะต้องอ่านหนังสือ ไหนจะต้องสอบ ไหนจะต้องทำการบ้าน โฮ้ยยยย เหนื่อยจะต๊าย จนต้องมาเป็นคนพูดประโยคนี้เข้าเอง ถึงได้ซาบซึ้งจริงๆ ว่าเป็นเด็กนี่สนุกสุด ที่เหนื่อยเหลือเกินก็น่าจะเป็นการหาเรื่องสนุกทำให้ครบทุกวัน  แล้วก็คงเป็นเพราะภารกิจหนักหนาแบบนี้ ถึงทำให้ปีๆ นึงยาวเกินจริง

เอ….แล้วเวลาของพวกผู้ใหญ่หายไปไหนน้า

มาคิดๆ ดูนะคะ แค่เริ่มต้นปีแบบนี้ ปฏิทินของพวกผู้ใหญ่ก็มีกิจกรรมกระจายๆ ไปแล้วทั้งปี  เวลาตลอดปี ก็หมดไปกับการติดตามทำภารกิจที่รับผิดชอบ เรื่องวันนี้ยังไม่เสร็จ ก็ต้องวางแผนเรื่องพรุ่งนี้ เรื่องเดือนหน้า เรื่องปีหน้าซะอีกแล้ว จนบางคนลืมไปว่า อ้าว นี่เพิ่งเริ่มปีใหม่เอี่ยมๆ  ลืมไปว่าในตารางเวลาที่ดูเต็มๆ อยู่นั่น ก็แทรกๆ อยู่ด้วยเรื่องสำราญ ให้กระจายอยู่ทั่วไปได้ ก็เหมือนกับพวกเด็กๆ นะแหละ แต่ผู้ใหญ่มักจะใช้เรื่อง”งาน” มาเป็นไพ่ตาย ชนะทุกสิ่งอย่าง งาน…ต้องมาก่อน  

พวกผู้ใหญ่ ไล่ตามอะไรบางอย่าง อย่างเอาจริงเอาจัง และเพลิดเพลิน จนบางทีก็พาให้ลืมไปว่าเด็กแถวบ้านเขาคิดเรื่องสนุกรอเราอยู่นะคะ

หลังจากพาเที่ยวสิงคโปร์ไปสองตอน หมูปันก็กลายเป็นเด็กขี้เที่ยวเต็มตัว เที่ยวเล็ก เที่ยวใหญ่ เที่ยวใกล้ เที่ยวไกล หมูปันไม่เกี่ยง เอาเป็นว่าปันไปด้วยก็แล้วกัน  มีเวลาติ๊ดนึง ก็ออกเที่ยวละ อย่าให้ได้เกริ่นทีเดียวว่ามีอะไรที่ไหน หมูปันจำแม่นเลย แล้วจะทวงไม่ลดละ ความจริงก็จะอยากให้เขาได้เที่ยวละค่ะ เพราะเขาเที่ยว ก็จะได้เห็นของจริง กระตุ้นต่อมคิด แล้วก็เป็นวัตถุดิบให้เอาไปจับแพะชนแกะกับเรื่องอื่นๆ เผื่อจะได้ใช้แก้ปัญหา หรือถ้าจะให้เป็นคุณหน่อย ก็เผื่อเขาจะได้สร้างอะไรๆ ไว้เป็นประโยชน์แก่โลกบ้าง

แต่ก็ใช่ว่าเฮียแกจะอยากไปไหนไกลหรอกนะคะ ส่วนมากก็ตามวัด ตามซอย ในเมืองนี่แหละค่ะ เราเป็นนักเที่ยวแบบบังเอิญค่ะ บางทีก็บังเอิญเดินผ่าน บังเอิญอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ หมูปันก็ตู่เอาเองว่าเขาควรต้องไปงานนี้อย่างแน่นอน อย่างกับได้รับบัตรเชิญไปเป็นแขกกิตติมศักดิ์ทีเดียว ล่าสุดที่ทวงๆ แล้วยังไม่ได้ไปซะทีก็พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติตรงข้างธรรมศาสตร์นั่นล่ะ “ก็หม่าม้าสัญญาว่าหน้าหนาวแล้วจะพาไปไงคับ นี่ก็หน้าหนาวแล้วไงคับ” เอ่อ…ก็ช่ายยย แต่มันหนาวเป็นโดนขังในเป็นซึ้งนึ่งซาลาเปาแบบนี้ นี่แหละที่เป็นปัญหา หม่าม้าก็ต๊ะไว้ก่อนจนข้ามปีมาแล้ว ก็เลยต้องมีการชดเชยกันนิดหน่อย ด้วยการเที่ยวเล็ก แบบติดแอร์นะคะ …เราไปหอศิลป์กันมาค่ะ ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังคั่นเรื่องสิงคโปร์แก้เลี่ยน  

โรงเรียนหมูปันเปิดวันพุธนี้ค่ะ แล้วเมื่อวันจันทร์ หอศิลป์ก็ปิด ก็เขาปิดวันเดียว ยังไง้ ยังไง บ่ายวันอังคารก่อนเปิดเทอมนี่แหละ ฤกษ์เหมาะ ต้องไปให้ได้ งานนี้ไปกันสองคนแม่ลูก บ่ยั่นค่ะ

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อยู่ตรงแยกปทุมวันตรงมาบุญครองเลย ถ้าไปรถไฟฟ้า มาต่อรถที่สถานีสยาม ไปลงสถานีสนามกีฬา จะมีทางเดินเชื่อมเข้าไปถึงในหอศิลป์เด๊ะๆ  แต่เราเลือกลงที่สถานีสยามแล้วเดินทะลุมาข้ามสะพานลอยตรงสี่แยก ก็ได้เจอถังขยะยักษ์  แล้วก็หุ่นยักษ์ตาหวานรออยู่ตรงฟุตบาธ  แล้วมีกระต๊อบไทยอยากไปเมืองนอกรออยู่ด้วย  

 ด้านในมีตั้งเก้าชั้นแน่ะ  ไปแบบไม่หาข้อมูลก็งี้ล่ะค่ะ รู้แต่ว่าเขามีงาน “ถึงพริก ถึงขิง มุมมองสุภาษิตไทย” ที่หมูปันกำลังเรียนอยู่ ก็พาไปดูงานนี้ หารู้ไม่ว่างานจะเข้า เพราะเราไปเจออีกหลายงาน สนุกๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ

ที่ถูกใจหมูปันที่สุดก็คือ หุ่นไจแอ้นท์ โทรายัน ที่สูงตั้งตึกสามชั้น ตัวใหญ่ยักษ์ ยืนประจัญหน้าตอนเข้าประตูไปเลยทีเดียว   เขามีทีเด็ด คือทุกๆ ครึ่งชั่วโมง มันจะขยับตัว!!!  เอาละสิ ก็ไม่ต้องไปไหนกัน  ถึงกับนั่งเฝ้าเลยล่ะ    ในที่สุดก็ได้ดูนะคะ ของเขาเด็ดจริงๆ นึกว่าเป็นหุ่นโชว์ธรรมดา เด็กๆ ไปต้องชอบแน่ๆ ค่ะ ที่สำคัญ งานนี้เขาจัดถึงวันอาทิตย์ที่ 10 นี่แล้วนะคะ ลูกบ้านไหนชอบแนวนี้ แนะนำเลย เพราะเขาลงแรงขนข้ามทะเลมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมร่วมสมัยศตวรรษที่ 21 จากเมืองญี่ปุ่นเชียวแน่ะ ไปดูเถอะ บ้านเราไม่เสียตังค์ แถมไม่ต้องนั่งเรือบินด้วย

ที่ชั้นบน มีหนังของคุณตานักเชิดหุ่นมือ  แบบที่คนเล่นคนเดียวคุยกับหุ่น แล้วทำเสียงเป็นสองเสียงได้แบบนั้น  คุณตาทำหุ่นหน้าเด็ก ชื่อโคจัง เล่นให้เด็กๆ ดูเป็นงานอดิเรกแก้ว่างหลังเกษียณ แรกๆ ก็ไม่เวิร์คค่ะ แต่พอแกเปลี่ยนให้เจ้าหุ่นใส่ชุดเหลืองๆ ดูอวกาศๆ หน่อย  เปลี่ยนชื่อเป็น โทรายัน  โห ดังเป็นพลุค่ะ เด็กๆ ชอบมากแล้วก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานอีกหลายอย่าง รวมทั้งหุ่นยักษ์ตัวนี้ เขามีวิดีโอให้ดูนะคะ ตอนอยู่ญี่ปุ่น มันพ่นไฟได้ด้วยค่ะ ทำเอาหมูปันบ่นว่า ทำไมหอศิลป์บ้านเรามันถึงเล็กอย่างนี้ละคับ ถ้าใหญ่ๆ นี่ จะได้ดูไจแอ้นท์ โทรายันพ่นไฟด้วย ที่ญี่ปุ่นเขายังมีดาราอีกตัว ชื่อร้อคกี้ แมมมอธ ค่ะ เขารื้อรถทั้งคันมาทำเป็นช้าง เสียดายที่เขาไม่ขนมาด้วยนะ ของเขาดังขนาดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เด็กโดยเฉพาะได้เลยทีเดียว

เฮ้อ คนเมืองเขา เกษียณอย่างเก๋เลยเนอะ  

บริเวณเดียวกันนี่ ยังมีนิทรรศการ “สุก ดิบ อาทิตย์ อุไทย” ด้วยค่ะ มีงานน่าสนใจจากศิลปินญี่ปุ่นหลายคน  เป็นแนวสมัยใหม่นะคะ  บางงานดูแล้ว ต้องอุทานว่า มันคิดได้ไง บางงานเรามุดเข้าประตูเล็กๆ เข้าไปในห้อง อ้าว ไปโผล่ที่ตู้เสื้อผ้าบ้านใคร ต้องไปดูเองนะคะ สนุกจริงๆ  

นี่แค่งานเดียว ส่วนงานที่เราตั้งใจไปดู “ถึงพริก ถึงขิง มุมมองสุภาษิตไทย” ก็จะอยู่ตรงผนังโค้งที่ชั้น 3 ชั้น 4 ตรงทางเดินที่วนๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ เดินอ่านเพลินๆ ไป  มีหลายชิ้นที่กัดเจ็บเชียวค่ะ ส่วนจะกัดใคร ต้องไปอ่านเอง   แล้วก็มีนิทรรศการ “การเดินทางของคำจิ่ง”  เป็นหุ่นกระดาษแทนตัวของสาวพม่าที่ต้องระหกระเหินไปหลายประเทศ นิทรรศการเรื่อง “รวมมิตรอนุรักษ์” ที่จัดเป็นรูปชุมชนเก่า อาคารเก่า บางส่วนก็เปิดผนังให้เด็กติสท์  ได้มาออกลาย  ก็กำลังบรรเลงกันอยู่เลยค่ะ เด็กเราเก่งเชียวแหละ อย่างงานทำโมเดลสถานที่ทางศาสนาเล็กๆ  ทำจากไม้ทั้งนั้น เก็บรายละเอียดกันยิบทีเดียว หมูปันตื่นเต้นมาก ตอนที่เค้ามองลอดประตูตรงกำแพงวัดได้จริงๆ “มันจิ๋วเดียวเองนะคับหม่าม้า มองทะลุไปได้จริงๆ เลยคับ” อืมมม ปันมองห่างนิ้ดส์นึงก็ได้คับ ม้าว่าพี่ยามคนนั้นหนะ เค้าเดินตามปันมาตั้งกะห้องนู้นแล้วนะ ม้าขี้เกียจเคลียร์ (~_^)

ที่สำคัญ ทีเด็ดสำหรับตากล้องนะคะ ที่ชั้นบนสุดมีงานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพค่ะ ชื่อ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ก็เป็นภาพจากหลายที่ จากบางมุมที่เราคงไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง หรือบางจังหวะชีวิตของเพื่อนร่วมโลกที่เราก็อาจเคยเจอ แต่ก็อาจจะไม่เห็นลีลาอย่างนั้น  เรื่องของภาพถ่ายนี่ มีฝีมือแล้ว ก็ต้องมีตาพิเศษด้วยเนอะ

เราเดินเพลินไป แป๊บเดียว ห้าชั่วโมง จะทุ่มแล้ว ปันรีบบอกให้กลับ “ไม่งั้นโดนลงโทษหมู่แน่นะหม่าม้า เดี๋ยวปันอดดูรายการโปรด” ว้าาา ก็หม่าม้ายังไม่ได้แวะร้านหนังสือเคล็ดไทยที่แอบดีใจว่ามีอยู่ด้วย เพราะหาอ่านยากเย็นจริง มุมร้านกาแฟอีก ร้านชาอีก ร้านไอติมที่เขียนชวนว่าเขามีรสชาติประหลาดไม่ซ้ำใคร ร้านขายอุปกรณ์วาดรูป แล้วยังคุณอาติสท์ ที่มานั่งเสก็ตช์รูป กันสดๆ อีก…ว้าาาา…ยังไม่ได้แวะเลย

งั้นหนาวๆ เรามากันใหม่น่ะ (^_^)

ปล.  ป้าเก๋งพบว่า เวลาแปะรูปมาในบลอกนี่แล้วมันเบี้ยวไปบ้าง กว้างคูณยาวผิดส่วนบ้าง เลยไปแปะไว้ที่ facebook ด้วยนะคะ ขอเชิญ และขอชวนตามไปดูรูปที่ลิ้งนี้ แล้วก็ขอเชิญเม้นกันได้ตามอำเภอใจค่ะ Bangkok Art and Culture Center