ช่วงปีใหม่หลังๆ มานี่ เป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่หมอดูหลายสำนักก็จะพากันออกมาพยากรณ์สาธารณะกัน แรกๆ เขาก็มาแบบ ลับเฉพาะข่าวสีฟนะแหละ แล้วก็คงจะเป็นด้วยพลังการสื่อสารไร้พรมแดน ยิ่งมาก็ยิ่งมากขึ้น นั่นแน่ๆๆๆ สารภาพมาซะดีๆ ว่าอ่านเหมือนกัน

ป้าเก๋งอ่านค่ะ ใครส่งอะไรมา อ่านหมด แต่ละสำนักก็จะบอกว่าให้ไปไหว้พระวัดนั้น ไปกราบพระองค์นี้ ไปจนถึงหาของมาห้อยมาแขวน ประดับโต๊ะ จัดบ้านใหม่ หรือจะทัวร์เก้าวัดเพื่อเสริมชะตา โดยเฉพาะถ้าเป็นปีชงนี่ยิ่งซับซ้อนกันใหญ่ อันนี้ก็เลือกกันไปนะคะ เอาเป็นว่าทำแล้วสบายใจ ทำแล้วมั่น ทำแล้วมัน ก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่ก็เลือกให้เหมาะกับวัยนะคะ เอาแค่พอดีๆ หอมปากหอมคอ ดูแลสภาพร่างกายด้วย อย่าถึงกับเหมาทำตามซะทุกหมอ หรือทัวร์ไหว้พระจนเป็นลมเป็นแล้งกัน จะได้ไปเจอหมอจริงๆ ซะแทน  นี่ก็มีบางหมอบอกว่าเกิดราศีป้านี่ต้องหมุนเตียง ราวๆ ช่วงตีหนึ่งตีสอง ในวันที่ 14 กุมภาอะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ อันนี้ก็ไม่ได้ลบหลู่นะคะ แต่ง่วงเจ้าค่ะอาจารย์

แล้วป้าก็เจอหมอดูในฝันเข้า เธอว่าให้ไปกราบพระรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แหม ถูกใจจริงๆ เพราะอยู่ในเส้นทางที่ต้องไปปฏิบัติราชการอยู่ทุกบ่อย แล้วก็ดูว่าทำได้ไม่น่ากลัว ที่สำคัญเป็นโอกาสได้เที่ยวด้วย ผ่านไปผ่านมาหลายปีก็ไม่เคยเข้าไปกราบท่านสักครั้งเดียว  ว่าที่จริง พอหมอดูทำนาย แล้วก็แนะให้ไปที่นี่ที่นั่น คนก็พากันไป ไกลแสนไกลก็ไปจนถึง ก็เป็นการเสริมนโยบายการท่องเที่ยวในประเทศนะ  ผู้ว่าการท่องเที่ยวฯ เธอน่าจะจับมือกับสมาคมโหรให้ช่วยโปรโมทนะคะ ขลังอย่างนี้ ได้ผลทันตาแน่นอน  อย่างของหมอท่านนี้ ลองอ่านๆ ดูของราศีอื่น ก็เป็นที่แปลกๆ ในกรุงเทพนี่ละค่ะ น่าไปเที่ยวเหมือนกัน  … ว่าแต่… นึกออกกันมั้ยคะว่าพระรูปรัชกาลที่ ๓ ที่ว่านี่อยู่ที่ไหน อยู่ตรงหน้าวัดราชนัดดาฯ ค่ะ แค่นี้เกรงว่าคนรุ่นเราจะไม่เห็นภาพ ก็อยู่ตรงเฉลิมไทยเก่า คราวนี้สงสัยเด็กๆ ทำหน้างงแทน เอาเป็นว่าไปยืนที่กลางสะพานผ่านฟ้า หันหน้าทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมองไปทางซ้าย ก็จะเห็นแน่ๆ  เคยแต่นั่งรถผ่านไปผ่านมา ก็ไม่รู้เลยว่าเราเข้าไปกราบได้ด้วย  

วันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันครู ก็เป็นดีเดย์ คืออากาศดี ลมโชยๆ แดดจ้าพอถ่ายรูปสวย ก็ได้ฤกษ์ไปเดินเที่ยวกัน เราวางแผนไว้บรรเจิดเชียวค่ะ ตั้งใจว่าจะไปหาของอร่อยแถวนางเลิ้ง แล้วไปตลาดซื้อขนม แล้วค่อยไปไหว้พระรูป  

ป้ายแรกเลย เราก็เรียกแท๊กซี่ค่ะ “ไป ธกส. แถวนางเลิ้ง” ขึ้นรถแล้วลูกทัวร์ทั้งสามก็นั่งคุยจ๋อยๆ กันไป  พักใหญ่นะแหละค่ะ คุณคนขับถึงหันมาถามว่า “ไปทางไหนดีคับ” ป๊าหมูตอบทันที “ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน แถวนั้นมันเป็นวันเวย์นะ”

(o_O)

โมราว ออฟ เดอะ สทอรี่:  คนขับรถแท๊กซี่ไม่ใช่จีพีเอส  และคนขับรถบ้านเราก็ไม่ใช่จีพีเอส โดดย์ คะเนีย (อันนี่ เป็นภาษาเขมร แปลว่า “เหมือนกัน” ใครสงสัยว่าป้ามั่วหรือไม่ ขอตอบว่าใช่  แต่ถ้าอยากรู้ว่าถูกหรือไม่ ให้ถามจุ๊ หรือใครรู้จักคนตระกูล ช.ช. ลองถามดูก็ได้ แล้วช่วยบอกกันด้วย)  

ในที่สุด เราก็ร่วมระดมสมองกับพี่แท็ก จนได้ไปลงที่ฝั่งตรงข้ามกับสนามม้านางเลิ้ง เดินย้อนกลับมาทางสะพานเทวกรรมฯ ทางที่จะตรงไปตลาดนางเลิ้ง ราวหนึ่งเฮือกไม่ทันเหนื่อยก็เจอแล้วค่ะ ร้านชื่อ “นิวทายโหล้ง”

 

ร้านนี้เมื่อก่อนอยู่เยาวราชค่ะ ป๊าหมูเคยพาไปกินเมื่อสมัยจีบกันใหม่ๆ อยู่มาวันหนึ่ง ร้านเขาก็หายไปเฉยๆ  เราก็อดกิน ได้แต่คิดถึงวันหวาน(หมู) ของเรา คิดถึงอีหมี่เหนียวๆ นุ่มๆ เส้นอวบๆ โกยซีหมี่อีก แล้วยังข้าวเหนียวหมูแดงอีก ถ้าอิ่มก็ต้องซื้อใส่ห่อกันล่ะ เดี๋ยวไม่ครบสูตร ไหนจะขนมจีบอีก ทอดมันอีก ฯลฯ  แล้ววันหนึ่ง เราก็มีเหตุจะพาคุณหญิงยายไปเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดนางเลิ้ง

 

เดินผ่านหน้าบ้านนี้แล้วเห็นป้าย จำได้ๆ ป้ายเน่าๆ แบบนี้ ใช่แน่ๆ  เราดีใจอย่างที่สุด  เพราะเรื่องการกินนี่ ไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ ของบางอย่างก็ต้องเป็นคนนั้น คนนี้ทำเท่านั้นมันถึงจะเด็ด คนอื่นทำตามสูตรเป๊ะ ก็ไม่เหมือน บางคนซื้อเส้นไปเติมเครื่องปรุงอื่นให้วิลิศก็แตกต่าง อร่อยนะแหละ แต่ไม่เหมือน  ไปกินบางร้าน เขาเปลี่ยนแม่ครัว เรายังจับได้เลย ว่ามั้ย  ดังนั้น เราจึงต้องส่งผ่านความอร่อยจากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก โดยการพาหมูปันไปกินให้รู้แจ้ง  

สั่งตามสูตรเลยค่ะ ข้าวเหนียวหมูแดง โกยซีหมี่ขอผักกวางตุ้งแทนหน่อไม้ก็ทำได้อีก  ส่วนของหมูปันเอาหมี่ผู้ว่าฯ ไม่ใส่ผักเลยแม้แต่นิดเดียว รอแว้บเดียวก็ได้กินแล้วค่ะ (เพราะมีเราโต๊ะเดียว ก็เล่นโผล่ไปตอนเขาจะกินน้ำชามื้อบ่ายกันแล้ว) ข้าวเหนียวนุ่มๆ กินกับหมู แล้วก็ซีอิ๊วหวานๆ เค็มๆ  โกยซีหมี่เส้นกรอบหน่อยๆ น้ำราดหน้าหอม ไก่นุ่มมมม แล้วก็ จานเด็ดหมี่ผู้ว่าฯ อันนี้หอมมาก คิดถึงหมี่ผัดที่ใช้เตาถ่าน ไฟแรงๆ หอมแบบนั้นละค่ะ เส้นก็เหนียวมาก ต้องไปลองเองล่ะ บรรยายยากจริงๆ 

 

ระหว่างกิน หมูปันก็เกิดสงสัยว่าทำไมเรียกหมี่ผู้ว่าฯ หม่าม้าเซียนเดาก็สงสัยอยู่ คงเป็นผู้ว่าฯ คิดละมั้ง ก็อย่างหมี่อัศวินร้านสีฟ้า ยังเป็นตำรวจอัศวินคิดเลยนิ ในใจตอนนั้นก็คิดถึงแต่ผู้ว่า กทม. แต่ขี้เกียจตอบเพราะยังหิวอยู่ เลยให้ไปถามอากงคนขายเอง “อ้อ ก็เป็นสูตรของผู้ว่าฯ เขาเกษียนแล้ว ก็มาคิดสูตรทำแบบนี้” เห็นมะ เดาแล้วไม่ผิด คนมันมีหลักการรรร (^_^) อากงยังเล่าต่อไปอีก “แกเป็นผู้ว่าฯ มณฑลอยู่เมืองจีนนู่นแนะ(o_o) แป่ววว  “บ๊ะหมี่เมืองจีนนี่นา เค้ามีสามแบบ แบบล่าเหมี่ยน ที่ใช้ดึงๆ ให้เป็นเส้น นั่นเขากินทางตอนเหนือ แล้วก็มีบะหมี่แบบที่กินกับเกี๊ยวหมูแดงแบบนั้น แล้วก็อีหมี่แบบนี้”  (o_o) แป่ว แป่ว  “อีหมี่นี่นา เวลาเคี้ยว ต้องนุ่มทั้งเส้น ไม่มีแข็งๆ ข้างในเลย ถึงจะเป็นอีหมี่จริงๆ”  อากงยังบรรยายให้หมูปันฟังอีกหลายอย่าง ถึงตอนนี้ หม่าม้านั่งอ้าปากค้างไปแล้ว

เรากินใกล้เสร็จ ลูกสาวอากงก็เริ่มเช็ดโต๊ะด้านหลังเรา เสร็จแล้วก็เอาแป้งมาเทกองไว้  เอาแล้วไง สนุกแล้ว เขากำลังจะทำเส้นอีหมี่กัน เราโชคดีมากๆ เพราะอากงว่าแกทำอาทิตย์ละหน สองหนเอง ทำทีนึงก็เก็บไว้ได้นาน 

  

เจ้ก็เริ่มทำแป้งเป็นหลุม ชั่งไข่ไก่ใส่ไป แล้วก็นวดๆๆๆ นวดๆๆๆ แล้วอากงก็มานวดๆๆๆ ต่ออีก พักใหญ่  พอแป้งเข้ากันดี ก็เอาไปเข้าเครื่องรีด หน้าตาคล้ายเครื่องรีดยางแผ่น หรือนึกถึงเครื่องบดปลาหมึกอันใหญ่หน่อยก็พอไหว ก็รีดๆๆๆ บดๆๆๆ อยู่อีกหลายรอบ จนสุดท้ายก็แหย่แผ่นแป้งไปด้านล่าง เครื่องมันก็ตัดออกมาเป็นเส้นเลยทีเดียว

 

ยังครับพี่น้อง ยังกินไม่ได้ครับ อากงว่าต้องเอานี่ไปลวกให้สุก แล้วก็เอาไปทอดเป็นก้อนใหญ่เหมือนรังนก อันนี้เสร็จพิธีขั้นแรก เวลาจะกินก็ต้องลวกให้นิ่ม แล้วเอาไปผัดอีกที…

โมราว ออฟ เดอะ สทอรี่:     ซื้อเขากินดีกว่า

อิ่มมื้อนี้ อิ่มพุงด้วย อิ่มใจด้วย  อากงใจดี เล่าให้เราฟังตั้งหลายเรื่อง ทั้งที่ไม่รู้ว่าเจ้าสามคนนี้โผล่มาจากไหน ให้เราดูแกทำเส้นหมี่ในตำนาน เราก็เรื่อยเฉื่อยอยู่ในร้านเป็นนาน อาม่าก็ชวนหมูปันเล่นกับแมว คุยกันรู้เรื่องเชียว  ก็รู้สึกแต่ว่า การได้รู้จักคนอื่นๆ ในช่วงชีวิตของเรานี่ เป็นเรื่องดี เป็นโอกาสพิเศษที่ได้พบ ถึงบางคนอาจจะได้คุยกันน้อยๆ อาจจะชอบหน้ากัน หรือเหม็นหน้ากัน ถึงขั้นเกลียดกัน แต่เราก็ต้องได้เรียนรู้อะไรซักอย่างจากคนที่เราได้เจอแน่ๆ ก็นับว่าเป็นเกียรติ และเป็นโอกาสที่ดี ที่จะรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ…   

เราออกจากร้านอีหมี่ แล้วมุ่งหน้าไปที่ตลาดนางเลิ้ง บ่ายมากแล้วแต่ก็ยังมีขนมขายนะคะ วันนี้ได้ขนมสารพัดนึ่งจากร้านนันทา มีขนมตาล กล้วย เผือก ข้าวโพด มัน ฟักทอง นึ่งเป็นกระทงเล็กๆ ผสมแป้งน้อยเดียว แต่ออกจะหวานไปหน่อย คนแก่กินต้องระวัง ขนมไทยอีกร้านที่เยื้องๆ กัน มีสังขยา หม้อแกง ฝอยทองก็ดูน่ากิน เลยออกมาอีกหน่อยมีร้านหมูแนม ร้านขนมเบื้องทั้งอย่างไทย อย่างญวน ก๋วยเตี๋ยวแคะก็ยังขายอยู่ ว่างๆ อยากเพิ่มน้ำหนัก ก็สะตรองลี่ เร้คคอมเมนด์ เลยค่ะ เลยมาอีกหน่อย ทางที่มุ่งหน้าไปถนนราชดำเนิน ก็เป็นดงร้านขายหนังสือแบบขายส่งค่ะ แต่เขาก็มีขายปลีกด้วย พวกตำราทำกับข้าว สำนักพิมพ์แม่บ้านนี่ถูกมาก หมูปันก็แวะร้านบรรลือสาส์น ได้การ์ตูนเบบี้ หนูจ๋า มหาสนุกติดมือมาอีก

ในที่สุด เราก็มาถึงถนนราชดำเนิน แต่ก็ยังค่ะ ยังไม่ถึงพระรูป  เราเดินผ่านตึกเก่าสวยๆ ตรงหัวมุมถนนติดกับสำนักงานการบินไทย เป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ค่ะ  แก๊งเราก็ดูมืออาชีพมาก ไปเที่ยวนี่ไม่เคยหาข้อมูลละ ก็เที่ยวกันแบบบังเอิญๆ แบบนี้อยู่เสมอ งานนี้ก็เช่นกัน แวะอีกแล้วค่ะ   

  

  

ชั้นล่างเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีค่ะ มีของส่วนพระองค์ที่น่าสนใจให้ดูหลายชิ้น 

 ลองทายดูว่ากล่องขาวๆ นี่ คืออะไร

ที่ประทับใจก็เป็นสายวัดตัวค่ะ เป็นรูปน่ารักๆ หลายแบบ แล้วมีจิ๊กซอว์ทำมือ สงสัยทรงโปรดงานฝีมือ

    สมัยที่ไปประทับอยู่จันทบุรี ก็ทรงปรับปรุงการทำเสื่อจันทบูรณ์ ให้ทำสีได้หลากหลายขึ้น 

แล้วก็ได้รู้เรื่องราวพระประวัติอีกหลายเรื่อง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าช่วงสงครามโลก พระราชินีของเราได้ไปเป็นอาสาสมัครพยาบาลด้วย เท่ห์จริงๆ

ชั้นบนขึ้นไป ก็เป็นส่วนที่เกี่ยวกับรัชกาลที่ ๗ ค่ะ มีห้องฉายหนัง แต่ก็จะฉายเป็นรอบๆ นะคะ แล้วก็มีของใช้ส่วนพระองค์ ก็ได้เห็นว่าพระองค์มีพระวรกายเล็กมาก (เอ่อ ไม่ถนัดราชาศัพท์แฮะ ถ้าผิดนี่ทักท้วงมานะครับพี่น้อง) แต่ก็ไปฝึกทหารกับพวกฝรั่ง ก็เท่ห์มากเหมือนกันนะค่ะ 

  

แล้วก็มีเอกสารสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองที่อ่านแล้วก็ระทึกใจดีค่ะ แล้วเนื้อหา ก็ยังทันสมัย ถ้านักการเมืองเขาได้อ่านแล้วทำตาม เราคงเป็นมหาอำนาจไปแล้ว เฮ่ออออ  

 

   

พิพิธภัณฑ์นี้ เขาตั้งใจจัดมากนะคะ มีของที่รวบรวมมาจากหลายแห่ง บางอันก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เด็กๆ น่าจะรู้ ป่าป๊า หม่าม้า พาเด็กๆ ไปดูกันนะคะ ช่วงนี้ยังไม่เสียค่าเข้าชมค่ะ หยุดเฉพาะวันจันทร์ค่ะ เปิดทุกวันถึงสี่โมงเย็น  

  

เราเดินเรื่อยๆ มา แวะถ่ายรูปแถวป้อมมหากาฬอีกหน่อย

   

ในที่สุดก็มาถึงแล้วค่ะ พระรูปรัชกาลที่ ๓ เราก็ลุยเข้าไปเลย

   

สถานที่เรียบร้อย สวนดอกไม้รอบๆ ก็สวยมากค่ะ ป้าเก๋งกราบ แล้วก็ขอพรพระองค์ท่านไว้หลายเรื่อง ไม่รู้ท่านจะจำไหวมั้ย ถ้าได้ผลจะรีบมาบอกกันเลยทีเดียว