นั่นแน่ะ นึกว่าพิมพ์ผิดล่ะสิ ตั้งใจค่ะ ตั้งใจ

เกียด: เกลียดเด็กติดละครหลังข่าว

เกียด: ขี้เกียจเลี้ยงลูกในบางจังหวะ

เกียด: เป็นเกียรติที่ได้แอบดูเด็กๆ เพราะชีวิตเขา ก็คือชีวิตเรานี่เอง    

 

บทนำ

โรงเรียนหมูปันเป็นโรงเรียนเอกชน สำหรับพ่อแม่ที่มีฐานะนิดนึง  อันนี้ไม่ได้พูดลอยๆ นะคะ เวลาไปโรงเรียน ก็สังเกตุเอาจากรถที่มารับ มาส่งเด็กๆ รถคันใหญ่ๆ รถรุ่นใหม่ๆ นี่หาดูได้ที่นี่ค่ะ  รถอย่างยายแจ๊ะของป้า ก็มีหลายคันค่ะ ป้าว่ามันเป็นรถที่ไม่คุณหนูเท่าไหร่ ไม่ต้องการการดูแลเกินเหตุ ปีนึงๆ ล้างซะสองหนก็วิ้งเหมือนเดิม แต่ก็นั่นแหละ หมูปันชอบเตือนให้หม่าม้าเอารถไปล้าง…ไม่ไหวจะทน  แหม ก็การล้างรถมันไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตนี่นา …กลับมาเรื่องโรงเรียนดีกว่า

คราวนี้ พอมีรถเยอะ โดยเฉพาะรถคันใหญ่ ปัญหาที่ตามมาก็คือ มันไม่มีที่จอดค่ะ เวลาบ่ายๆ เย็นๆ โรงเรียนนี้ก็แปลงกายเป็นโชว์รูมรถ รถต้องจอดเบียดดดดกัน แถวรถที่แล่นเข้าโรงเรียนยาวต่อกันเป็นงูเลื้อยพันๆ รอบลานจอดรถ  บางวันก็ต้องวนอยู่หลายรอบถึงจะมีหารูจอดได้ ป้าเก๋งก็เลยแก้ปัญหาด้วยการไปแต่หัววันค่ะ ไปปักหลักรอกันเลย แล้วก็พบว่าหลายบ้านก็ทำแบบเดียวกัน ก็จะเห็นแก๊งผู้ปกครองเป็นหย่อมๆ แล้วเวลามันก็เยอะเนอะ ก็ต้องหาอะไรทำ บางกลุ่มก็ชวนกันถักไหมพรม บางกลุ่มก็นั่งเม้าท์กันก็ตามประสาแม่ๆ ส่วนมากป้าเก๋งจะพกหนังสือไปอ่าน เอาอะไรไปเขียนขยุกขยิกรอลูกไป เน้นให้เท่ๆ ไว้ล่ะนะ หรือถ้าอากาศร้อนนัก ก็ไปนั่งที่ห้องสมุดโรงเรียนแอร์เย็น ห้องน้ำสะอาดสบายจริงๆ แถมมีหนังสือที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่อีกเยอะ ดีๆ ทั้งนั้น จนถึงขั้นเสียดายว่าป้าจะอ่านหมดทันหมูปันเรียนจบมั้ย

การที่ไปนั่งอยู่ที่โรงเรียนวันนึงสองสามชั่วโมงนี่ ก็ทำให้ได้เห็นเด็กๆ บางคนก็เห็นทั้งตอนที่เขาอยู่กับเพื่อนกันเอง เวลาอยู่กับคุณปู่ เวลาเขาคุยกับพ่อแม่ เขาจะต่างๆ กันไปนะคะ ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ บางกรณีก็น่ากังวล แล้วบางกรณีก็น่าสงสาร

ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียนวันหนึ่ง หมูปันก็เปรยๆ ว่า “หม่าม้าคับ ทำไมเด็กประถมถึงระทมกว่าเด็กอนุบาลล่ะครับ”

อืมมม ตอบไงดี  “ก็…เด็กประถม ก็มีตัวตนมากกว่าเด็กอนุบาลนะ” แบบนี้ยากไป ไม่ได้ฟีวค่ะ

ลองใหม่  “ก็เด็กอนุบาลหนะ เค้าไม่ค่อยคิดอะไรเยอะ เพื่อนมาแหย่ เขาก็แหย่กลับ แล้วก็เล่นกันเหมือนเดิม ลืมไปแล้วว่าตะกี๊ แง่ง ใส่กันอยู่”  

“อ๋อออ เหมือนอย่างลูกนกฮูก ที่ร้องไห้จนสัตว์ทั้งป่าพากันวุ่นวาย เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าร้องไห้เรื่องอะไร”  

“อื้ออออ ใช่ๆ เด็กอนุบาล ก็เป็นแบบนั้น  แต่พอคนเราโตขึ้น เราก็เริ่มมีตัวของเรามากขึ้นนะ ใครมายุ่งกับเรา เราก็ไม่ชอบใจ แล้วก็พยายามต่างๆ นานา ให้เราสบายสุด ชอบสุด พอไม่ได้อย่างใจ หรือเจอเรื่องที่ไม่ชอบ เราก็เลยระทมอย่างที่ลูกว่า”  

“แบบนี้ เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องระทมกว่าเด็กประถมนะซิคับ”

“แม่นแล่ว ถูกต้องที่ซู้ด ก็ลูกดูน้าๆ อาๆ ในที่ทำงานซิคับ ระทมมั้ย”  

…….. ( ._.) หมูปันเงียบไป คงกำลังคิดว่า ตูจะระทมขนาดไหนเนี่ย

เด็กหรือผู้ใหญ่ ก็มีเรื่องให้ระทมใจเหมือนกันนะคะ ก็ได้แต่บอกลูกว่า เจอปัญหาแบบนี้ ก็โชคดีแล้ว จะได้รู้ แล้วก็ได้ฝึกว่าจะอยู่กับมันยังไง ดีกว่าไปเจอเข้าโป๊ะเชะทีเดียวตอนเป็นผู้ใหญ่ อาจจะอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก

 

แต่ก็นั่นล่ะค่ะ เด็กก็ยังเป็นเด็ก อย่าปล่อยให้เด็กของเราระทมอยู่ตามลำพังเลยคะ จะช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราโตกว่าก็ต้องเนียนๆ ไว้ ให้เขาเล่าให้ฟัง แล้วเราก็ตั้งใจฟังเขาให้มาก  

ต้องขอออกตัวว่าป้าเก๋งไม่รักเด็ก ไม่เป็นแบบที่เห็นเด็กแล้วขออุ้มมมม แล้วไม่ได้มีความรู้เป็นพิเศษเรื่องการเลี้ยงเด็ก ป้าเก๋งเป็นแม่ธรรมดาที่ป้ำๆ เป๋อๆ แล้วก็ทำอะไรต่อมิอะไรผิดมาแล้วหลายอย่าง แล้วก็ยังคงทำผิดอยู่เป็นระยะๆ  พอรู้ตัวก็แก้กันไป แก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ก็หาทางไปเรื่อยๆ  แต่ที่อยากเอาเรื่องเด็กๆ มาเล่าให้ฟัง ก็เพราะเห็นว่าเด็กๆ ของเราแปลกไป  งานนี้ขอแฉ เผื่อพ่อแม่ลุงป้าน้าอาย่ายาย ที่ไม่มีโอกาส หรือไม่มีเวลาไปนั่งดูเด็กๆ ได้เก็บไว้คิดเป็นการบ้าน ว่าถ้าเป็นลูกเรา หลานเรา เราจะทำยังไง หรือจะแนะจะสอนอะไรเขาจากเรื่องที่เกิดขึ้น  แต่ละบ้านก็จะคิดต่างกันไปแน่ๆ แต่เชื่อว่า ทุกบ้านอยากให้เด็กของเราโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข แล้วมีความมั่นคงในใจ ความยากที่ป้าเก๋งเห็นก็คือว่า โลกเดี๋ยวนี้มันอยู่ยากกว่าสมัยเราเด็กๆ เย้อะ เตรียมเขาตั้งแต่เนิ่นๆ เถอะค่ะ

คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่มันไม่มีวันหยุดนะคะ พักได้ แว้บได้ แต่ไม่มีหยุด ต้องดูลูกว่ามันยังมีความสุขดีอยู่มั้ย ชอบไปโรงเรียนมั้ย กินได้มั้ย เล่นกับเพื่อนได้มั้ย เรียนทันมั้ย โดนเพื่อนแกล้งมั้ย รวมไปถึงว่ามันไปทำเรื่องให้ใครเดือดร้อนมั้ย คุณยายหมูปันสอนป้าเก๋งว่า เลี้ยงลูกนี่ก็ต้องเผื่อคนอื่นด้วย ต้องเลี้ยงให้คนอื่นเขารักได้ด้วย คุณยายชอบพูดสั้น แต่ขอโทษนะ โคตะระ ยากเลย  สงสัยเนอะว่าสมัยแม่ๆ เรา ไม่รู้เขาเลี้ยงมาได้ยังไงบ้านละตั้งหลายคน  แต่ก็เอาเถอะ ก็มีมันแล้วนี่นา คิดซะว่าเป็นการฝึกตนก็แล้วกัน 

 

บทที่หนึ่ง เรื่องของน้องปะทุ  

ปะทุ เป็นผู้มีชื่อเสียงในโรงเรียน เพื่อนร่วมโรงเรียนทุกชั้นดูเหมือนจะรู้จัก ปะทุ หมด ผู้ปกครองที่ป้าเก๋งได้คุยด้วยทุกคนรู้จัก ปะทุ ทั้งสิ้น  ป้าเก๋งได้ยินกิตติศัพท์เขามาตั้งแต่หมูปันเข้าเรียนที่นี่ใหม่ๆ ละคะ เขาชอบแกล้งหมูปันตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนห้องเดียวกัน แล้วปีนี้หมูปันก็ถูกรางวัลแจ๊คพอตค่ะ ได้มาเป็นเพื่อนร่วมห้องกับปะทุ  ไม่เท่านั้นค่ะ ยังเลขที่ติดกันอีกอย่างกับถูกรางวัลที่หนึ่งเลยทีเดียว บางวิชามีงานคู่ เลขติดกันก็ต้องคู่กัน โอ้ มายก้อด หมูปันกลับบ้านมากุมขมับ บ่นว่าทำไมเป็นวันซวยอย่างนี้ เฮ่ออออ ก็เป็นความกลุ้มใจของเด็กปอสามนะคะ  แต่ปะทุ ก็ไม่ได้เจาะจงจะแกล้งแต่หมูปันหรอกค่ะ เขาเล่นหมด ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นเล็ก รุ่นจิ๋ว โดนกันทั่วหน้า

ถ้าไปที่โรงเรียนจะหาปะทุ นี่ไม่ยากเลยค่ะ เขาเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก ตากลมโต ตัดผมหน้าม้า ค่อนข้างผอมขายาวเก้งก้าง เวลาถ่ายรูปหมู่ดูท่ายืนก็รู้เลยค่ะ ว่าตาคนนี้แน่ๆ เขาเป็นเด็กไฮสปีดค่ะ ไม่ใช่ไฮเปอร์นะคะ เป็นเด็กคุยเป็นเรื่องเป็นราวได้อยู่ ในวงเล็บถ้าคว้าเขาได้ทัน  เห็นทีไรปะทุ จะกึ่งเดินกึ่งวิ่งทุกครั้ง  เวลาทักทาย เขาก็จะขานเป็นอันดี แต่จะได้ยินเฉพาะเสียง “ค้าบบบบบบๆๆๆๆ” แต่ตัวนี่ไปไกลแล้ว  เข้าใจว่าถ้าเขาเดิน คู่กรณีอาจจะตามทัน แล้วก็จะโดนเล่นงานได้  กิจกรรมหลักก็จะเริ่มจากการแหย่เพื่อน แล้วเพื่อนก็รำคาญ แล้วก็วิ่งไล่กัน จับได้ก็มีการตะลุมบอนกันบ้างพออ่วมๆ ค่ะ ส่วนกิจกรรมเสริมก็แล้วแต่สถานการณ์ ที่เห็นกับตาเมื่อเร็วๆ นี้ก็ที่รังมดแดงประจำตึกค่ะ เด็กคนอื่นเจอรังมดแดงก็หาไม้มาแหย่ๆ เอาขาแตะๆ เตะๆ พอขำๆ  เจ้าปะทุ เสด็จมาถึง ก็ขึ้นไปกระโดดๆๆๆๆๆๆ ทั้งรัง ทั้งมดกระจายไปคนละทางค่ะ ว๊ากกก เด็กอะไรเนี่ย เพี้ยนสุดขีดจริงๆ 

วีรกรรมล่าสุดที่ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีก่อน คือการระบาดของเห็ดพิษในโรงเรียน

มีข่าวลือสะพัดไปทั่วว่าปะทุ จับเห็ดพิษด้วยมือเปล่า แล้วเขาก็วิ่งไล่เอามือไปแตะเพื่อนค่ะ วันแรก เพื่อนๆ ก็คงรู้สึกหวาดๆ ก็มีการวิ่งหนีกันเป็นเอิกเกริกไปทั้งโรงเรียน  ถ้าเป็นพวกผู้ใหญ่ที่ปีเตอร์แพนในสมองตายหมดแล้วอย่างเรา  เช้าอีกวัน เราก็ไปหาอย่างอื่นเล่นแล้ว แต่เด็กๆ เค้ายังสนุกอยู่ค่ะ ปะทุ ก็ยังคงไล่แตะเพื่อนต่อไป ก็สงสัยอยู่นะคะ ว่าถ้าชอบเล่นไล่จับ ก็เล่นอย่างสมัยป้าเด็กๆ ซิ(ว่ะ) เล่นไล่จับ ตี่จับ โป้งแปะก็ได้ ทำไมต้องมีเห็ดพิษ อืมมม อาจจะเป็นอย่างเกมส์คอมพ์ มันต้องมีเรื่องราว ใช่ว่าจะมากดคลิกๆๆๆๆ กันไปเรื่อย มันก็ต้องมีเลี้ยงปลา ขัดตู้ปลา ซื้อปลา ขายปลา อะไรอย่างนั้น พอมีเรื่องราวไปด้วยก็สนุกขึ้นมาในทันใด เนอะ

หมูปันกลับมารายงานไป บ่นไปแทบทุกวัน ว่าวันนี้โดนปะทุ แกล้งอีกแล้ว อย่างนี้ อย่างนั้น ก็บอกเขานะคะว่า ถ้ามันมีพิษจริงหนะ ป่านนี้ปะทุ ตายแล่ว  อธิบายกับเด็กแบบนี้ ไม่เวิร์คแม้แต่น้อย เอ๊าท์สุดๆ ค่ะ หมูปันก็ยังคงแหยงเห็ดพิษอยู่ดี ลองวิถีพุทธดูถี “ลูกลองเฉยๆ ไปมั้ย วางเฉยหนะ เดี๋ยวเขาก็เบื่อไปเอง” ตกเย็นกลับมารายงาน “..ลองแล้ว..ไม่ได้ผลคับ” ก็เป็นแบบนี้แทบทุกวัน คงเพราะแกล้งหมูปันสนุก มันแอคชั่นเย้อะดี

เคยถามหมูปันว่าเพื่อนคนอื่นเขาทำไงครับถึงไม่กลัวเห็ดพิษ พอได้คำตอบก็อึ้งค่ะ เหนือระดับจริงๆ คิดกันไปก่อนนะคะ ว่าเด็กๆ คนอื่นเขาทำยังไงกัน  

ป้าเก๋งฟังหมูปันบ่นทู้กวันจนเพลียใจ อยู่มาวันหนึ่งก็คุยกับคุณครูเพื่อจะขอเบอร์โทรศัพท์คุณพ่อคุณแม่ของปะทุ ขอคุยด้วยหน่อยเถอะ งานนี้มันต้องเคลียร์ ก็เลยได้รู้จากคุณครูค่ะว่าปะทุ เป็นเด็กบ้านนอก มาอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ  โอ้โห ต่อมเห็นใจทำงานทันที เด็กชายปะทุ เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนป้าเก๋งเลย พ่อแม่เจ้าปะทุ เป็นเจ้าของกิจการอะไรซักอย่างที่บ้าน แล้วก็ส่งลูกมาอยู่กับญาติ แต่อนุมานว่าคงพอมีอันจะกิน แล้วเขาก็อยู่ที่โรงเรียนนี้มาก่อนหมูปัน ถ้าอย่างนั้น ปะทุ ก็ต้องมาอยู่กรุงเทพตั้งแต่ปอหนึ่งเป็นอย่างน้อย หรืออาจจะก่อนนั้น

ลองนึกภาพเด็กอายุสี่ห้าขวบที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แล้วต้องอยู่บ้านคนอื่น แล้วมีเด็กอื่นอยู่ด้วยกันหลายๆ คนนะคะ ว่าเขาอยู่กันยังไง  ป้าเก๋งก็อนุมานอีกแหละจากประสบการณ์เด็กหอเก่า มันก็มีอะไรหลายอย่างที่พวกผู้ใหญ่อาจจะไม่ซึ้งค่ะ คือคงรู้ล่ะค่ะ แต่อาจจะไม่ซึ้ง ตั้งแต่เรื่องความเป็นอยู่ อย่างเช่นจะนอนตรงไหน ถ้าอยู่กับเด็กอื่น ก็อาจจะเจอเจ้าที่ ก็ต้องมีการประลองกำลังกันนิดหน่อย เรื่องแย่งห้องน้ำนี่เป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ที่ทรมานใจที่สุดคือ เรื่องขาใหญ่ที่คอยคุมแก๊งเล่นงานเพื่อน บางทีก็มีเบ่งจะเอาของ เอาขนมของเพื่อน พวกนี้แสบจริงๆ แล้วอย่างเด็กนอกแบบเจ้าปะทุ นี่ เขาก็อาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน (._.) อืมมมม หนักน่ะ

ดังนั้น ก็เป็นธรรมดามนุษย์ที่ต้องมีวิวัฒนาการค่ะ พอมีเรื่องกัน เด็กๆ ก็ต้องเริ่มติดตั้งระบบป้องกันตัว บางคนใช้วิธีตั้งตนเป็นใหญ่กับเขามั่ง แกมีแก๊ง ชั้นก็มีก๊วนเฟ้ยถ้ากองกำลังพอๆ กัน ก็คานๆ กันได้  หลายคนก็ใช้วิธีสวามิภักดิ์ เลือกมันซักแก๊งนึง พวกนี้ถ้ามีปัญหา เดี๋ยวนายมันก็ไปจัดการเอง  บางคนก็เป็นรัฐอิสระ มีกองกำลังเป็นของตัวเองอันได้แก่ขนม ของเล่น ของกุ๊กกิ๊กกิฟท์ช้อป พวกนี้บ้านรวยทุนหนา แล้วได้ผลมาก ไม่มีใครแหยม เพราะอยากได้ของของเค้า มีส่วนน้อยที่จะสามารถดำรงตนเป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะสถานการณ์มันบังคับจริงๆ  ของป้าเก๋งนี่เป็นมาหมดแล้วทั้งฝ่ายเทพ ฝ่ายมาร คุ้นๆ ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลังนะ เพราะได้ผลดีกว่าในเชิงการป้องกันตัว

ป้าเก๋งเคยเป็นเด็กหอตั้งแต่เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน (_)  อืมมม นานแฮ่ะ แต่เรื่องวุ่นๆ ของเด็กประถม แบบเดียวกับที่เคยเจอก็ยังวนเวียนอย่างกับละครหลังข่าว จะต่างไปก็แต่ฉาก บรรยากาศ แล้วก็นักแสดง ส่วนบทพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ก็ยังเหมือนเดิม

เคยคิดถึงปะทุ ว่า เขาจะเกเรเอาถ้วยอะไรกันแน่ คนเราทำอะไรมันก็ต้องมีที่มานะ ว่ามั้ย ลองเดาๆ ดู ค่ะ

เดาหมายเลขหนึ่ง  ปะทุ คงอยากเล่นกับเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าจะชวนยังไง ชวนไม่เป็น ก็เลยแหย่ดู ปรากฎว่าเพื่อนวิ่งตามแฮะ ได้ผล เขาก็เลยใช้วิธีนั้นเวลาจะเล่นกับเพื่อน

เดาหมายเลขสอง   ปะทุ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่…เหงา ก็ต้องหาเหตุให้คนมาสนใจซะหน่อย ถ้าทำตัวน่ารัก ก็ธรรมดาเกินไป ไม่เก๋ งั้นตูก่อเรื่องดีกว่า ใครๆ ก็ดูจะสนใจ ครูเรียกคุยทู้กวัน สนุกดี

 

อยู่มาวันหนึ่ง ป้าเก๋งนั่งรอหมูปันเหมือนเดิม ก็ได้ยินเด็กๆ หลายคนตะโกนกันโหวกเหวก น่าตื่นเต้นมาก

“เจอตัวมันมั้ย”

“ไม่เจอ”

“เมื่อกี๊ มันแตะเห็ดพิษโดนเรา”

“ไปหามัน”

“เอาตัวมันมาให้ได้”

“แล้วปืนเลเซอร์ล่ะ”

“พร้อม!! ฯลฯ  

อ๋ออออ เด็กคนอื่น เค้าก็ผลิตปืนเลเซอร์ขึ้นไว้ป้องกันตัวจากเห็ดพิษค่ะ แล้ว “หมูปันทำไมไม่มีปืนเลเซอร์คับลูก”  “โธ่! หม่าม้า เห็ดพิษที่ไหนมันจะกลัวปืนเลเซอร์ละคับ”   

โอ้โห นี่มันสมรภูมิหรือไงเนี่ย เพื่อนๆ กำลังรวมตัวกัน ควานหาตัวปะทุ มาจัดการกันจ้าละหวั่น

วันนั้น ป้าเก๋งกลับบ้านด้วยอาการงง งง  งานนี้ต้องกดปุ่มรีเซ็ตสมองตัวเอง ลบสมมติฐานเดิมไปก่อน แล้วคิดใหม่อีกทีว่า งานนี้ ใครกันแน่ที่โดนเล่น

ทุกเรื่องที่เห็น มันต้องมองจากหลายๆ ด้านจริงๆ

เรื่องที่ ปะทุ แก่นแล้วก็เกเร นี่ก็จริง แต่ก็มีคุณครูคอยดูแลจัดการอยู่ค่ะ แล้วเวลาโดนดุ หรือโดนคาดโทษ เขาก็จะสงบไปนะคะ  แต่เรื่องนี้ น่าจะต้องแยกออกจากเรื่องที่เด็กๆ พากันเอากรณีเห็ดพิษมาเป็นเหตุไล่ล่า แล้วรวมตัวกันเล่นงานเจ้าปะทุ

ป้าเก๋งชักไม่แน่ใจว่าเรื่องเห็ดพิษนี่ มันเริ่มที่ตรงไหน อาจจะเริ่มจากการนึกสนุกของใครบางคน ที่อยากเล่นไล่จับ แล้วก็ต้องหาคนจะโดนไล่ แล้วก็คงไม่มีใครเหมาะกว่าคนที่ใครๆ ก็รู้ ว่าเขาเล่นเป็นผู้ร้าย แล้วที่ไม่แน่ใจหนักไปอีกคือว่า ปะทุ อาจจะอยากเลิกเล่นเห็ดพิษนี่เต็มที แต่ก็อาจจะเลิกไม่ได้ เพราะเวลาที่เพื่อนๆ ว่างและนึกสนุก ก็เอาข้อหาเห็ดพิษมาควานหาตัวปะทุ เอาตัวมันมาจัดการ

ใครๆ ก็อยากเป็นฝ่ายดีนะคะ แล้วก็อยากลงโทษคนร้าย คนที่เคยเงียบๆ หงิมๆ ก็เกิดเปล่งพลัง กลายเป็นเทพไปซะงั้น การรวมตัวกันของฝ่ายเทพ เพื่อจัดการกับปะทุ และเห็ดพิษนี่ ดูคล้ายๆ กับที่พวกผู้ใหญ่เขาเรียกว่า “ขี่กระแส” มั้ย  แล้วก็เป็นธรรมดามนุษย์ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ พอโดนกดดันก็ต้องป้องกันตัว  

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือว่า คนที่เคยเป็นสมุนปะทุ นี่ สลายโต๋หมด  ตอนที่โดนไล่ล่า ก็เห็นว่าปะทุ วิ่งอยู่คนเดียว ส่วนพวกๆ กัน ก็นั่งกินขนมอยู่เป็นปกติสุขดี งานนี้ก็เลยไม่รู้จะจัดการกับเด็กชายปะทุ ยังไง เพราะป้าเองก็สงสารเจ้าอยู่เหมือนกัน

คนที่หลายคนมองว่าผิด …

เขาอาจจะผิดจริง ด้วยเหตุอะไรบางอย่าง

เขาอาจจะกำลังถูกกลั่นแกล้ง รังแก และไม่มีที่พึ่ง

เขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ แต่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เขาอาจจะกำลังต่อสู้ด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มี อย่างสิ้นหวัง

 

สาบานด้วยเกียรติของเนตรนารี ว่างานนี้คุยกันเรื่องเด็กปอสามจริงๆ