ภารกิจการรื้อสมบัติที่สะสมไว้ตั้งแต่ย้ายออกจากที่ทำงานยังไม่แล้วค่ะ ยังเหลืออีกสามกล่องแน่ะ

วันไหนที่เริ่มรื้อก็จะต้องดูฤกษ์ ดูทิศทางลม แล้วที่สำคัญมากคือ ก็ระวังตัวอย่าได้เข้าอินเตอร์เน็ตเป็นอันขาด มีสหายที่ได้รู้จักกันในเฟซบุ้ค เธอเรียกเจ้านี่ว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งก็จริงแท้ๆ  อินเตอร์เน็ตช่วยให้เราเชื่อมโยงกับคนข้างนอก เตือนเราว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก  และรดน้ำให้ใจเราชุ่มชื่น ยามที่ได้รับฟังข่าวหรือแม้ข้อความสั้นๆ จากคนที่รัก  ถ้าวันไหนไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จละก็ เป็นอันต้องดำผุด ดำว่ายอยู่ใน “สังสารเน็ต”  แล้วก็ไม่เป็นอันต้องทำการอะไรกันต่อ  ก็เพลินไปกับการมีตัวเราในโลกสมมติ โลกที่มีแต่คนน่ารัก คนดี แล้วก็คุยกันอย่างมีมิตรจิตรมิตรใจ  ซึ่งป้าก็เชื่อว่าทุกๆ คน ก็จะมีมุมน่ารักมาออกของในเน็ตกันนะคะ แล้วไม่หลอกด้วย ของจริงทั้งนั้น เพียงแต่คนเราก็ไม่ได้มีด้านเดียวเนอะ ด้านโหดร้าย เศร้า และปี๊ด ก็เก็บไว้ข้างนอก  อินเตอร์เน็ตจึงเป็นทั้งมิตรที่น่ารัก และมันก็เป็นเครื่องดูดเวลาอย่างดีทีเดียว  ดังนั้น ป้าก็จะต้องตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ ระหว่างทางกลับจากส่งลูกแล้ว ก็ต้องคิดให้เสร็จว่าวันนี้จะทำอะไรไม่อย่างนั้น ก็เพลิดเพลินไปแล้วจะไม่ได้สาระอะไรแก่โลกเอาเลย อันนี้เป็นบ่อยค่ะ

เมื่อวานก็ตั้งใจเชียวว่าต้องรื้อหนังสือพิมพ์เก่าเก็บอีกซักหนึ่งตั้งค่ะ แล้วก็ได้เจอบทความอันนึง สัมภาษณ์อาจารย์เสกสรร ประเสริฐกุล ไว้ตั้งแต่เดือนเมษา ปี 2551 นู่นแน่ะ อายจังที่ต้องสารภาพว่ายังเก็บกองไว้อยู่เลยน่ะ

บทสัมภาษณ์เรื่องนี้ว่าด้วยการใช้วิถีพุทธ เยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการรุกรานของโลกาภิวัฒน์ค่ะ ก็ที่แปลมาจากคำฝรั่งว่า Globalization นั่นล่ะค่ะ  ซึ่งก็รู้สึกแย้งอยู่เสมอกับคำแปลนี้ว่ามันจะภิวัฒน์ หรือจะวิบัติกันแน่ 

อาจารย์บอกว่า โลกาภิวัฒน์นี่มันก็ดี ทำให้พลโลกเชื่อมต่อกัน ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ไม่มีพรมแดน อุปสรรคที่เคยมีอย่างเรื่องภาษา เรื่องข้อมูลที่หายากเหลือเกิน ก็ง่ายแค่ปลายนิ้ว  เรื่องที่เคยเป็นเคล็ดลับประจำตระกูล ก็พลันมีคนเอามาทำป็นวิดีโอคลิปให้ผู้คนทำตามได้อย่างง่ายๆ  แล้วอย่างเรื่องศาสนาที่อ่านยากอ่านเย็น ก็มีคนขยันเขียนให้อ่านง่าย มีพระสงฆ์ที่ตั้งใจนำความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ ออกมาบอกกล่าวแก่คนทั่วไปให้ได้พบหนทางออกจากทุกข์ โดยไม่เลือกว่าจะเป็นใคร 

แต่ก็อย่างนั้นเอง มีดีก็มีเสียนะคะ โลกาภิวัฒน์ก็ได้ส่งสารมากระทุ้งให้เราลังเล สงสัย ตั้งคำถามกับวัฒนธรรม ประเพณี นิยามของความดี ที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนสืบต่อกันมา  แล้วเราก็เปลี่ยนใจไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะความสะดวก ความสบายที่ติดมาพร้อมกัน ประเพณีที่ทำกันมาร้อยปี คุณธรรมที่ปู่ย่าตาทวดสอนไว้เป็นหลักยึดในการทำอะไรๆ ก็พลันผุเน่าไปอย่างรวดเร็ว และถึงแก่น  เราทำเรื่องผิดให้ถูกได้แบบตาไม่กระพริบ เพียงแต่อ้างว่า ก็ในกฎไม่ได้เขียนห้ามไว้ 

ความเป็นทุนนิยมที่มาพร้อมกับโลกาภิวัฒน์นี่ ดูๆ ไปมันก็มาอย่างปราถนาดี  เขาก็ว่าประชาชนย่อมมีสิทธิเลือกวิถีชีวิตของตัวเองตามแต่ทุนของใครๆ ซึ่งก็ดูดี  แต่บังเอิญ บ้านเรามันเป็นทุนนิยมแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็ต้องคำนวนไปตามบัญญัติไตรยางศ์มั้ย ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิเลือกวิถีชีวิตของตัวเอง…ครึ่งเดียว  ที่เหลือ…ก็…แล้วแต่นาย

แล้วก็มีอยู่ท่อนนึงที่อาจารย์พูดเรื่องระบบการศึกษา ที่นายใช้เป็นอาวุธล้างสมอง การเรียนเป็นบัตรผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และชีวิตสบายเหมือนฝัน แล้วจะได้รับรางวัลอย่างที่นายสัญญาไว้ แบบที่เราไม่ต้องเลือก ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา  ป้าก็ชักจะสงสัยว่ารางวัลที่ได้ เป็นผลตอบแทนจากการทำงาน ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา หรือเป็นค่าปิดปากกันแน่

อาจารย์ขมวดไว้ว่า ระบบการศึกษาแบบที่เป็นแค่สัญลักษณ์ พอมาเจอกับกลุ่มคนที่กำลังป้อแป้ทางวัฒนธรรม เราก็ได้ประชากรรุ่นใหม่ค่ะ มีศัพท์คำว่า Culturally Rootless Generation โห แร๊งงงง แปลไม่ถูกเลยทีเดียว แบบว่าพวกไร้รากเลยมั้ย นี่มันยิ่งกว่าพวกเร่ร่อนน่ะ พวกนั้นเขายังมีวัฒนธรรม มีความเชื่อร่วมกัน มีเทือกเถาเหล่ากอ และให้คุณค่ากับเรื่องถูกผิดแน่ชัด มั่นคง  แต่มาบัดนี้ …ไร้ราก… (O_O) อาการแบบนี้ ท่านว่าเป็นมากในหมู่ชนชั้นกลาง และ…พิ…เศษ…สุด  สำหรับเด็กไทยชั้นกลาง จะมีอาการเหมือนโดนมอมยา มึนๆ อยู่กับความสบายเหลือล้น จนไม่รู้ว่าจะหลุดออกมาจากหล่มได้ยังไง

ที่จริงอันนี้ก็ไม่ผิดนะ ใครๆ ก็อยากสบาย แล้วก็อยากให้ลูกหลานสบาย บางคนสบายไปถึงเหลน ถึงลื้อโน่นนนนน ก็ยังไม่ผิด  แต่การเห็นความสบายของตัวเองและบริวารแวดล้อมมากจนเกินขอบเขตนี่ มันนำไปสู่การไม่รับผิดชอบต่อคนอื่นๆ ที่บังเอิญต้องมาอยู่ร่วมโลกนะ  ความอยากกกกที่ต้องสะสมจนเกินพอดี ทำให้คนๆ หนึ่ง ใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ ในการหาประโยชน์เข้าตัว และสะสมต่อๆไป ไม่สิ้นสุด  

แต่ฝรั่งว่า No free lunch นะคะ ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ก็เราอยู่ในทุนนิยมนี่นะ มันก็ต้องว่าด้วยเรื่องรายรับ ต้นทุน ขาดทุน กำไร อยู่แล้ว คนที่เขาใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือหากินนี่ ก็มีต้นทุนต้องจ่ายเหมือนกัน มันเป็นความเหงาอะนะ ความที่ไม่มีใคร แล้วก็ความที่ไม่รู้จะไว้ใจใครได้ ถึงได้ก็นับคนได้ แล้วคนที่นับได้ก็ยังต้องระแวงต่อไปอีก ไม่รู้มันจะเล่นกรูเมื่อไหร่  อันนี้แพงนะคุณ แล้วยิ่งใช้คนอื่นเป็นอุปกรณ์ทำเรื่องที่หลุดไปจากนิยามของความดี ความถูกต้องมากเท่าไหร่  ต้นทุนที่ว่านี่ มันก็คงต้องสูงตามขึ้นไปพอๆ กัน อันนี้ก็คงต้องใช้สมการเอ็กซ์โปเนนเชี่ยนละค่ะ เลขธรรมดาจะตามไม่ทัน

แล้วก็มีผลการวิจัย (ไม่รู้มีสถาบันคิงส์คอลเหลตด้วยมั้ยนะ) ท่านว่าคนเดี๋ยวนี้เค้ามีอาการรวมๆ เรียกว่า “me first ที่คงแปลอย่างอื่นไม่เนียนเท่ากับว่า “กูก่อน” นะคะ เป็นยุคคนหลงตัวเองค่ะ หนูสวย หนูเก่ง หนูเริ่ดค่ะ แล้วก็กินแหลก ใช้ไม่อั้น วันๆ ก็ยุ่งอยู่แต่เรื่องรักๆ เลิกๆ กันอยู่นั่น เขาไม่อดทน และไม่มีความวิริยะ ไม่เอื้ออาทร ไม่สนใจใคร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่จะทำประโยชน์ให้ “กู”  แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นไปยังไง  แหมมมม ข้อหาเยอะนะนี่ แต่พอดูหนังสือพิมพ์ก็เถียงไม่ออก ไม่เชื่อไปเอามาพลิกดูก็ได้ เล่มไหนก็ได้เลยค่ะ ผลจากการใช้ชีวิตแบบ “กูก่อน”  นี่ ก็คือ ถ้าไม่ได้อย่างที่คิด ไม่สมหวัง ก็เอาไม่อยู่ ก็แรงค่ะ ก็อย่างที่เห็นตามข่าว เด็กเดี๋ยวนี้เค้าเล่นกันแรง แล้วถ้าเล่นใครไม่ได้ ก็เล่นตัวเอง ก็ฆ่าตัวเองไป อะไรไป  ก็แอบดูลูกที่บ้านหน่อยนะคะ ว่าเราปล่อยเขาให้เผชิญอะไรแบบนี้ตามลำพังรึปล่าว

ฟังดูสิ้นหวังเนอะ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ …ถ้าคุณโทรมาเวลานี้…ไม่ช่ายยยย  

อ่านแล้วก็ได้เตือนตัวเอง อาจารย์บอกไว้ค่ะว่ามันก็ต้องแก้ ไม่ต้องหวังใคร ไม่ต้องรอนายจะมาแก้ให้ เราต้องเริ่มเองค่ะ ต้องรื้อฟื้นสติสัมปชัญญะค่ะ ท่านพุทธทาสสอนว่าแค่การใช้ดินสอนี่ ก็ฝึกได้ค่ะ ใช้แล้วก็ปิดฝาเหมือนเดิม เก็บเข้าที่เดิม แบบนี้มีสติได้โดยไม่ต้องหาเวลานั่งหลับตา  เรื่องมันเกิดที่ใจ มันก็ต้องแก้ตรงนั้น ใจมันแกว่งๆ ก็ต้องปรับมันกลับมา ก็ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง แล้วก็รับผิดชอบคนรอบๆ ตัวเราให้เสมอกัน แล้วก็คงต้องแก้กันเสียตอนนี้ อย่ารอไว้ค่ะ แบบว่าแปะไว้ก่อน วันหนึ่งกรรมมันก็คงตามเขาทันเอง วันหนึ่งเขาก็ต้องรับผลบุญจากการกระทำของเขาเอง วันนั้น ค่อยมาถล่มกัน "เห็นมะ กรูว่าแล้ว" ไม่มีประโยชน์อันใดเลยแม้แต่น้อยค่ะ วันนั้น เราเองก็คงไม่อยู่ตรงนี้แล้ว อย่าทิ้งอะไรไว้หลังให้คนเขาตามไปสรรเสริญเลยนะคะ  แล้วการรับผิดชอบต่อคนอื่นนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันอย่างเดียว การกระทำสำคัญกว่าคำพูดอะไรทั้งหมด สังเกตตัวเองมั้ยค่ะ เวลาฟังใครนี่ เราทำอย่างที่เขาบอก หรือต้องสังเกตท่าทางท่านไปด้วยว่าจะเอาไงกันแน่ว่ะท่าน  นั่นละคะ ญาติมิตรเขาก็มองเราแบบนั้นเหมือนกัน

คนเรานี่ก็มีขึ้นๆ ลงๆ เป็นธรรมดา ก็เรียนรู้จากเรื่องที่เกิด ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะไหน ชนะ หรือแพ้  ถ้าไม่เอาตัวเองไปพันเทปติดไว้ เราจะได้เรียนรู้เสมอล่ะคะ  เวลาเจอเรื่องที่ช่วยได้ เราก็พร้อมจะช่วย  เวลาทุกข์ เราก็เผชิญหน้าได้ ไม่โอดครวญ  เมื่อทำการใดสำเร็จ ก็ไม่ลิงโลดเกินไป แล้วก็พร้อมจะละวางเพื่อให้เกิดสันติ

อาจารย์ทิ้งท้ายไว้ว่า อันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่พอจะเป็นโอกาสให้ทำได้ แต่มันต้องลงมือกันแล้วค่ะ  

และแล้ว กองหนังสือพิมพ์เก่าของป้า ก็ยังสูงเท่าเดิม ดันมาเปิดเจอบทความนี้ ในเวลานี้ แหมมมมม้ นี่มันช่างเป็นธรรมจัดสรรเสียจริงๆ  

 

อ่านบทความอาจารย์เสกแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ Dhamma in the age of globalisation