ปิดเทอมแล้วค่ะ ปิดสนิทเลย ตอนนี้ป้าเก๋งก็ได้อยู่กับลูกเต็ม เต็ม วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง (._.”’)  

เราก็หาอะไรทำเรื่อยเปื่อยกันไป บางวันก็สนุก แต่บางวันก็เหมือนจะกลายเป็นแม่เหล็กขั้วเดียวกัน …ขั้วจี๊ดนะคะ เจอกันเป็นเกิดเรื่อง ก็กลายเป็นแม่อยู่มุมนึง ลูกไปอีกมุมนึง  หมูปันก็ดูสบายดีหาได้ยี่หระแต่อย่างใด แม่มีไรก็ไปทำเหอะ 

ล่าสุด หมูปันหันไปคลั่งหนังสือเรื่องการทดลองวิทยาศาสตร์ในบ้าน  โอ้ววว เอาไม่อยู่ฮ่ะ เฮียแกเปิดทีละการทดลองแล้วก็ปฏิบัติการตาม  แรกๆ ก็ปกติค่ะ มาขออุปกรณ์แล้วก็ไปขลุกๆ อยู่ ก็ได้มาเป็นรางที่ทำจากหลอดกาแฟ แล้วใช้ลูกแก้วกลิ้งไปตามราง “ทดสอบเรื่องการส่งต่อแรงกระแทกครับ”  o_O  ยิ่งมา ก็เริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ “หม่าม้าคับ อยากดื่มชามั้ยคับ” ฟังดูดีใช่มั้ยค่ะ ม่ายยยย “คือว่าในเนี้ย เค้าบอกว่าให้เอาถุงชามาทำเป็นทรงกระบอกคับ แล้วจุดไฟข้างบนคับ แล้วมันจะลอยยยย”  หลังจากแม่ลูกอภิปรายกันไปพักนึงว่าด้วยเรื่องใครจะกินชา แล้วใครจะจุดไฟ  คนที่ต้องตั้งหน้าตั้งตาดื่มชา คือป๊าหมูค่ะ เพราะลูกตัวแสบจะเอาถุงชาไปจุดไฟ… (o_O’) จนป่านนี้ มันก็ยังไม่ลอยฮ่ะ  

อันที่มึนสุด คือแป้งข้าวโพดค่ะ “ขอแป้งข้าวโพดได้มั้ยคับ”  ก็เทใส่ถ้วยไอติมเล็กๆ ให้ไป  หมูปันเอาไปใส่น้ำแล้วกวนๆๆๆ “นี่นะหม่าม้าถ้าเราจิ้มช้าๆ นะ มันจะจิ้มง่ายเลย แต่ถ้าจิ้มเร็วมันจะแข็งคับ เนี่ยมันเป็นเรื่องความหนาแน่นของเส้นใยนะคับ”  อืมมม อันนี้มาจากในรายการโทรทัศน์ค่ะ แต่มันไม่แค่นั้นดิ แป้งข้าวโพดมันกระจายไปทั่ว เอาลูกแก้วลงไปจุ่มๆ ทิ้งให้แห้ง แล้วเช็ดออก มันก็ฟุ้งทั่วซิฮะ แล้วยังเสด็จไปเคลือบอีกหลายอย่างค่ะ “เดี๋ยวเรามาทดลองดูว่าแป้งข้าวโพดนี่มันจะเคลือบผิวหนังเราได้มั้ย เผื่อจะทำพลาสเตอร์นะ” เฮียก็เริ่มจากนิ้วตัวเอง  เผลอแป๊บเดียว หน้าแข้งน้อยๆ ก็มีแป้งเกาะขาวอยู่เป็นกอง ก็ดีนะ นั่งนิ่งได้พักใหญ่ เพราะกลัวแป้งมันจะแตก แต่ตอนเช็ดนี่ซิ เฮ้อ ไม่ไหวจะเคลียร์ 

ก็ได้แต่สงสัยว่าป่านนี้ เพื่อนๆ หมูปันเค้าจะทำอะไรกันอยู่น้า

เปิดเทอมใหม่ปอสี่นี่ ก็จะมีการสลับเพื่อนๆ กันอีกแล้วค่ะ หมูปันก็จะได้เพื่อนใหม่ โอ้วววว จะเจอใครน้า จะน่ารักแค่ไหนน้า  (o_O)   คิดถึงสุภาษิตฝรั่งที่ว่า ‘better the devil you know than the one you don’t’ เพราะเจ้าตัวเล็กๆ นี่หนะ ช่ายยยยเลย Devil แน่ๆ  แต่คิดแล้วก็เสียดาย เพราะก่อนจะปิดเทอมนี่ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ปันกับแก๊งเด็กแสบนี่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มตั้งแต่ข้าวปุ้น ที่โดนแม่ปันสอบปากคำพร้อมมาวิน และนูโว  หลังจากนั้น เวลาเจอกันที่โรงอาหารตอนที่เขาไปหาของกินหลังเลิกเรียน แรกๆ จะเจอเขาเฉพาะขาเข้าค่ะ แล้วต้องเรียก ไม่งั้นจะวื้บ วื้บ หายไป ส่วนขาออกนี่เข้าใจว่าเฮียแกไปหาทางออกของชีวิตด้านอื่น แหงล่ะ ใครอยากจะเจอป้านั่งตาขวางอยู่เล่า  แต่หลังๆ มานี่ เวลาเจอข้าวปุ้นก็จะเดินมาทักทาย สวัสดีคับ บางทีซื้อไอติมมานั่งกินข้างๆ ไหลเละตุ้มเป๊ะหมด แถมยกระดับเป็นสายข่าวให้แม่ปันไปซะงั้น “แม่ปันคับๆ ปันอะ เค้าชอบอ่านหนังสือมากกกกเลยอะคับ ชอบอ่านในห้องเรียนอะคับ ปุ้นบอกแล้วยังไม่เชื่อ” อ่อ อ่อ ได้ๆ เดี๋ยวแม่ปันสอบสวนให้คับ  ป่านนี้ หมูปันคงคิดได้แล้ว ว่าไม่น่าชักศึกเข้าบ้านเล้ยตรู 

ที่ประทับใจมาก คือตอนที่ครูฝรั่งมีเรื่องเอ๊กกี้ เบรด ก็ขนมปังชุบไข่ของเรานี่แหละ เขาให้เด็กๆ อ่าน ปรากฏว่า วันนั้นป้าทำเตรียมไว้เป็นอาหารเช้าพอดี ก็เลยเอาไปให้ครูชิมด้วย ปรากฎว่าเด็กๆ เห็นเข้า เย็นวันนั้น ข้าวปุ้นตะโกนเรียกแม่ปันตั้งแต่แรกย่างเข้าโรงอาหารนู่น “ปุ้นอยากกิน เอ๊กกี้ เบรด มั่งคับ แม่ปันทำให้หน่อยนะ”  ได้ๆๆ  ^_^ ไว้ทำมาให้นะ “เอ่อ ปะทุก็สั่งด้วยคับ มาวินด้วย นูโวก็ด้วยคับ ฯลฯ สรุปว่าทุกคนล่ะคับ” (o_O)’   

วันที่ได้ฤกษ์ทำไปให้เด็กๆ นั่น ป้าลุ้นมากเลยค่ะ ถ้าทำไปแล้วมันไม่กินขึ้นมา คงหน้าแตก แต่ก็รับปากมันแล้วนี่หว่า เอาล่ะ ลุยยยย  ตอนไปส่งที่ห้องเค้านี่ ยังเจออีกด่านด้วยค่ะ มีเพื่อนคนนึงสั่งพิซซ่ามาเลี้ยงเพื่อนฉลองวันเกิดกัน  แต่ละคนก็กินกันมาเต็มคราบแล้ว โดยเฉพาะข้าวปุ้นหนะปากแดงเป็นวงซอสมาเลย  ถึงอย่างนั้น เอ๊กกี้ เบรด ก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอันดีค่ะ เด็กๆ พากันออกมาชิม ช่วยกันหยิบจาน หยิบช้อน ป้ามอบหน้าที่ให้ปะทุช่วยบีบน้ำเชื่อมแจกเพื่อนๆ มันบีบไปสองจาน “ไม่เอาล่ะ ทุจะกินมั่ง”  ข้าวปุ้นบอก “ปุ้นเอาสองชิ้น เพราะเป็นคนสั่ง” แต่มันไม่พอนี่คับ ก็ต้องแบ่งกันคับ คนมาทีหลัง โดยเฉพาะสาวๆ ที่แรกๆ ดูจะเขิน จนเกือบหมดแล้ว ก็เลยได้ชิมกันคนละครึ่งก้อน แบ่งกันๆ  

วันนั้น เป็นวันที่ชื่นใจม้ากค่ะ  ชื่นใจเพราะเห็นเด็กๆ ดูเป็นเด็กนะคะ แล้วเค้าก็คุยกัน แบ่งกัน กินเสร็จก็ช่วยกันเก็บขยะ ก่อนจะสลายตัวกลับบ้านกันไป ก็มาขอบคุณแม่ปันกันด้วย น่าร้ากจ้ะ

ส่วนปะทุ หลังจากที่เราคุยกันแล้ว ก็ไม่ค่อยออกฤทธิ์กับหมูปันแล้วค่ะ ก็มีบ้างนานๆ ที  แต่ก็เข้าใจว่าเค้าคงไม่ได้ตั้งใจ หรือบางทีอาจจะตั้งใจดีด้วยซ้ำ เพียงแต่กะจังหวะไม่ถูก อย่างเรื่องที่หมูปันชอบอ่านหนังสือในห้องเรียน ปะทุก็ชอบแย่งไปไม่ให้อ่าน ก็ทะเลาะกันบ้าง อันนี้ก็ไปเคลียร์กันเองเห้อะ  หลังๆ มา เวลาไปรอหมูปันก็เจอกัน ก็ชวนปะทุคุยค่ะ บางวันมานั่งบ่นให้ฟังเรื่องโดนเพื่อนแกล้ง มีวันนึง เสื้อเละอย่างกับตกบ่อโคลน เพราะเพื่อนขว้างใส่ เป็นไงเล่าโดนซะมั่ง อันนั้นคิดในใจฮ่ะ ก็บอกเขาว่า เราก็อย่าไปแกล้งเพื่อนดิ เพื่อนก็เลิกแกล้งเราไปเอง ก็ดูหน้าตาไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ก็จะเชื่อได้ไงเนอะ ทีพวกผู้ใหญ่รบกัน ก็ไม่เห็นมีใครยอมใครก่อนซักคน

มีครั้งนึงเมื่อก่อนตรุษจีน เกิดเหตุหวัด 2009 ระบาดที่โรงเรียน ก็เลยต้องปิดกันทั้งอาทิตย์ เจอปะทุก็ถามเค้าว่าปิดหลายวันกลับบ้านมั้ย “ไม่” ทำไม “ขี้เกียจ” อยู่กรุงเทพทำไร “ไม่รุ” ไม่รู้อีกแล้ว ด๊ายยยยย เดี๋ยวป้าจัดให้ ว่าแล้วป้าก็โทรหาพ่อปะทุให้มารับกลับบ้าน ถามเค้าหลังจากเปิดเรียนอีกอาทิตย์ถัดมาว่าได้ไปบ้านมั้ย “ไปดิ” เสียงเข้มแฮะ มันคงเคืองแม่ปันน่าดู ก๊ากกกก ^_^  ชอบจริงๆ เลย ได้แกล้งเด็กเนี่ย

ดอกไม้บานแล้วจึงโรยรา…                          หมู่ดาวเปล่งแสงจ้าก่อนดับสูญ..

ทั้งโลก ดวงอาทิตย์ หรือทางช้างเผือก…       แม้แต่จักรวาลที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องมีวันสูญสลาย…

ชีวิตมนุษย์นั้นไซร้…เปรียบได้แค่พริบตา…    มนุษย์ถือกำเนิดมาในช่วงเวลาอันน้อยนิดนั้น..

ได้รับความรัก…ได้ถูกเกลียดชัง…ได้หัวเราะ…ได้ร้องไห้…

ได้ต่อสู้…ได้บาดเจ็บ…มีความสุข…มีความทุกข์..

แต่สุดท้าย..ก็หนีไม่พ้นนิทราชั่วนิรันด์

 

อันนี้มาจากการ์ตูน Saint Seiya ค่ะ ซาบซึ้งเหลือเกินว่าคนเรานี่มีเวลากันคนละนิดคนละหน่อย การได้มาเจอกันในช่วงหนึ่งของชีวิตก็นับเป็นโชค จะถือว่าโชคดีก็ได้หรือโชคร้ายก็ได้  แต่สำคัญตรงเราได้เรียนรู้จากกันและกัน ได้ก็เห็นโลกที่หลากหลาย ได้รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา ก็เกิดขึ้นกับคนอื่นด้วย ก็เป็นธรรมดาๆ อย่างนั้นเอง  

เช่นนั้นแล้ว เราก็น่าจะทำหน้าที่ของเราไป ทำให้เต็มๆ ทำทุกอย่างที่ทำได้ ทำให้ถูกต้อง เวลาจากกันไป ก็จะได้เหลือแต่ความทรงจำที่ดี เนอะ