คราวก่อนเพิ่งประกาศศักดาไปว่าได้เปิดเทอมแล้ว ก็มีอันต้องพับจอลาโรงไปชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่บ้านป้านี่ก็มีการกระชับพื้นที่ด้วยค่ะ…มากเชียวแหละ เพราะป๊าหมูต้องเดินทาง…ไม่อยู่ซะงั้น ปล่อยให้เราสองแม่ลูกเผชิญโชคอยู่ในถ้ำตามลำพัง (._. )  แต่จะว่าไป การมีโอกาสแบบที่ต้องอยู่บ้านนานๆ ก็ดีมากนะ ทำให้ได้ทำอะไรที่ไม่ค่อยคิดจะทำ หรือคิดแต่ก็ผลัดไปเรื่อยๆ ในเวลาปกติ

รูปพวกนี้เอามาให้ดูว่าตอนโดนกระชับพื้นที่นี่ ทำอะไรไปบ้าง นอกจากนอนอุตุกันจนคุณหญิงยายต้องโทรมาปลุกให้ขึ้นมาดูข่าวบ้าง

 อันนี้ก็รูปในสวนศรีของเรา 

ถังนมของลูก กินหมดแล้วก็เอามาเจาะๆ ใส่ดิน ลงเม็ดฟักทองที่ซื้อลูกมานึ่งกิน เม็ดก็เพาะเล่น สวยดี โตเร็ว เห็นแล้วชื่นใจค่ะ

 

 กระถางนี่มันเคยเป็นอาฟริกันไวโอเล็ตล่ะ ตอนนี้มันอพยพไปอาฟริกาใต้กันหมดแล้ว

อันที่อยู่ในถังนม อาทิตย์เดียวงามขนาดนี้แล้วล่ะ  

 นี่ก็ผักโขม ซื้อมาเด็ดใบไปต้มไว้อบชีส เก็บรากไว้ จิ้มๆๆ แรกๆ ดูงามดีค่ะ แต่แล้วก็เน่า เหลืออยู่สองต้น กะเพราเอย สะระแหน่เอย เน่าหมดไม่รอดค่ะ    

 มีตำลึงแอบอยู่ด้านหลังนั่นด้วยนะ

 อันนี้เม็ดมะขามค่ะ กินแล้ว เอาเม็ดมาเล่นอีตักกับลูก เบื่อแล้วก็เพาะซะเลย คาดว่าจะเป็นใบมะขามอ่อนต้มกะทิปลาสลิด ไม่วันใดก็วันหนึ่งล่ะ  

 นี่ต้นพริก อยู่ระหว่างทดลองว่าปลูกในขวดมันจะรอดมั้ย ตรงนี้เป็นแปลงเปรียบเทียบค่ะ

 ส่วนอันนี้ถั่วเพาะค่ะ สูตรอาจารย์สาทิส ชีวจิตบอกไว้ว่ากินอาหารที่กำลังงอก ได้พลังชีวิตดีนักแล  ผัดกับขาเห็ดหอมเจค่ะ อร่อยดีนะ กรอบๆ มันๆ ค่ะ  กินง่าย แต่เพาะไม่ง่ายเลย ป้าทำเน่าเป็นประจำ

   

 สิ่งมีชีวิต ก็ต้องมีพลังชีวิตแน่ๆ ป้าเชื่ออย่างนั้นนะ ต้นโมกนี่ แห้งแหงแก๋ เพราะเจ้าของหนีเที่ยวซะเกือบเดือน ก็เลยโดนตัดกิ่งซะโกร๋นหมด ตอนนี้เริ่มมีใบอ่อนๆ แหลมออกมาทั่งแล้ว ที่สำคัญ ใบยังเล็กๆ อยู่เลย ทะลึ่งมีดอกซะงั้น พลังล้นเหลือจริงๆ

 

ป้าหมอเคยสอนเราว่าเด็กๆ นี่ต้องสอนให้เขาอยู่บ้านให้เป็นด้วยนา คุ้นๆ ว่ามันช่วยเรื่องความมั่นคงทางอารมณ์นะ ตอนที่ฟังก็ขำๆ นะ ว่าการ อยู่บ้านนี่ ต้องสอนกันด้วยเหรอ แต่พอมานึกดูก็จริงนะ ชีวิตเมืองๆ นี่ วันทำงานก็ทำๆๆๆ จนค่ำมืดนะ พอวันหยุดก็ต้องมีเหตุให้ออกไปนู่นมานี่ ถึงไม่ได้มีธุระไปไหนก็ขอออกไปหน่อย เด็กก็ต้องพลอยติดไปด้วย เขาจะเหนื่อยบ้างมั้ยนี่ไม่รู้ได้ เพราะยังไงก็คงไม่กล้าบ่นหรอก.. จะโดนแม่ว้ากเข้าให้ซินะ 

แล้วทำไมต้อง ‘อยู่บ้าน’ ด้วย  ป้าก็นึกๆ ตามป้าหมอไปนะ …พอเราอยู่บ้าน เราก็จะนิ่ง มีเวลาเหลือเฟือที่จะหยิบนู่น ทำนี่ไปเรื่อย เราจะเห็นบ้านของเราละเอียดขึ้นว่ามุมไหนมันรก มุมไหนน่าจะจัดใหม่ได้แล้ว ของที่กองๆ อยู่ก็จัดซะหน่อย สำหรับพ่อแม่…ก็เหนื่อยแหละ แทนที่จะได้ไปเดินเที่ยวเล่น ชิว ชิว  แต่สำหรับเด็ก… การอยู่บ้าน คือการได้เล่นพ่อกับแม่เต็มๆ นะ คือไม่ได้เล่นด้วยกัน แต่เราแหละเป็นของเล่นของเขา เป็นเวลาที่เขาจะได้อยู่กับเราแบบที่ไม่ต้องแบ่งให้กิจกรรมอย่างอื่น บางทีเขาอ่านเจออะไรมาก็จะอยากชวนเราให้รู้ด้วย บางทีก็วิ่งหาของมาทำตามที่มีบอกในหนังสือ บ้านเละ แต่ก็เป็นเวลาสนุกของครอบครัวนะ.. เหนื่อยแต่ก็สนุกล่ะ

ตอนอยู่บ้านที่ทุ่งสงนี่ วันธรรมดาก็คงจะอยู่บ้านกันหนำใจแล้ว พอวันหยุดก็คล้ายเด็กเต้บนะ เราก็ไปเที่ยวเมืองอื่นกัน  ส่วนมากก็ไปในเมืองนครฯ  แต่คราวนี้ เราได้ขู่เข็ญตั่วกู๋ให้พาไปเที่ยวสงขลากันด้วย

เมื่อเด็กๆ เวลาจะมาสงขลาก็จะต้องตื่นแต่เช้ามืด แล้วไปกินแต่เตี๊ยมมื้อเช้าที่ตรัง กินอิ่มอร่อยดีแล้ว ก็เดินทางต่อไปขึ้น เขาพับผ้า ชื่ออย่างนี้เพราะทางมันจะคดเคี้ยวไปมา ไปมา อย่างกับผ้าพับซ้อนๆ กันนะ  พอเลยเขาลูกนี้ไป ก็ต้องแวะค่ะ… อ๊อกๆ ซิค่ะ ทู้กรอบซิน่า  ก็ไม่เคยเข้าใจเล้ย ว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงต้องพาเรามาอ๊อกถึงนี่ด้วย  แต่เดี๋ยวนี้ เขาพับผ้าไม่มีแล้ว มีแต่ซุปเปอร์ไฮเวย์ ขับปรู๊ดเดียวจากทุ่งสงนี่ ราวๆ สามชั่วโมงก็ถึงค่ะ

แหล่งของกินก็อยู่ที่ถนนนางงามนะ ไปถึงก็มุ่งหน้าไปก่อนเลย ร้านประจำก็ชื่อร้านแต้ ที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก จนป่านนี้ก็ยังเหมือนเดิม อร่อยเหมือนเดิมค่ะ จานที่ห้ามพลาดเลยก็ต้องต้มยำแห้งนะ รสเข้มข้นสะใจ ไม่เผ็ดมากค่ะ แล้วก็เต้าหู้ทรงเครื่องราดหน้าปูกับหมู แล้วมีผัดผักบุ้ง ที่เข้าใจว่าเป็นผักบุ้งไทยเลือกแต่ก้านกรอบๆ ผัดน้ำมันไฟแรงๆ ก็อร่อยแล้ว ที่จริงก็ยังมีอีกหลายจานนะ สรุปว่าสั่งมาให้พอคนละกัน อร่อยทู้กอย่าง

ของแถมคราวนี้คือแถวๆ ร้านแต้ ก็จะมีร้านขนมแบบโฮมเมด อยู่กระจายไปทั้งถนน ก็ตั้งแต่ลูกชิ้นปลาชุบแป้งทอด ข้าวฟ่างกวน ไอติมกะทิแบบโบราณกินกับถั่วเขียวต้มน้ำตาล – – เก๋ซะ! — หรือจะกินแบบใส่ไข่แดง หรือแบบเด็กเมืองก็กินกับซีเรียลโกโก้ครั้นช์ หนึ่งซองเทพรวดเดียวหมดก็ได้ แต่ที่เด็ดสุด ป้าชอบสุดก็ต้องนี่เลย กาลอจี๊ค่ะ …ตอนเราไปถึง เจ้เพิ่งยกของออกมา เราก็ไปกินไอติมกันมาพุงโย้แล้ว แต่เห็นกาลอจี๊ของเจ้แล้ว ไม่กินเห็นท่าจะไม่เข้าที อิ่มเป็นอิ่มนะ …โอ้โห มันกรอบมากค่ะ แล้วกินกับน้ำตาลงา คั่วใหม่ๆ หอมเกินบรรยายจริงๆ

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือท่องเที่ยวสงขลาต้องเคยเห็นเรื่องนี้แน่ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ใต้โรงงิ้วศาลเจ้าค่ะ อยู่บนถนนเดียวกัน แต่ไม่ได้เข้าไปชิมนะ พุงจะแตกแล้ว

 

อิ่มได้ที่ เราก็ออกเที่ยวกันต่อ ก็ต้องไปรื้อฟื้นอดีตกันหน่อย ไปดูเกาะหนู เกาะแมว ดูนางเงือก ก็พบว่าทุกคนยังอยู่สบายเหมือนเดิม ความจริง สงขลาก็เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกแบบที่ภูเก็ตนะ ตึกเก่าแบบชิโน โปรตุกิสกระจายๆ ไปทั่ว แล้วก็ขนมแปลกๆ  คนชอบภูเก็ต ก็คงจะชอบสงขลาไปด้วย

 

แล้วเราก็มีเรื่องให้เล่นสนุกได้อีกหน่อย เพราะเราไปเจออนุสาวรีย์รูปพญานาคเข้า เจอท่อนหัวก่อนนะ แหม… ดูอย่างกับ เมอร์ไลอ้อนของสิงคโปร์เชียว ก็ต้องไปถ่ายรูปกัน ถึงได้รู้ว่าเขาแบ่งเป็นสามส่วน วางกระจายทอดไปตามหาดสมิหราละคะ  ดังนั้น เราจึงต้องนั่งรถ วนหากันให้ครบนะ …คือ… มันก็สนุกนะ แต่มันเป็นช่วงบ่าย…ที่แดดแรงม้ากค่ะ  แต่ก็ไม่เป็นไร เพื่อความบันเทิงนะ เราก็หาจนเจอละค่ะ

 

 

บางส่วนของสงขลาเปลี่ยนไปจากเมื่อตอนที่มาเที่ยวตอนเด็กๆ  เมืองเจริญขึ้น ตึกใหญ่เพิ่มจำนวนขึ้น  แต่ความรู้สึกต่อการมาเที่ยวสงขลาก็ไม่เปลี่ยนเลย เรื่องที่คิดได้เวลามาเที่ยวสงขลา คือการได้มาเที่ยวกับป๊าและม้า มากินของอร่อย มีขนมอร่อย มาถ่ายรูป แล้วก็มีลุ้นว่าตอนไปหาดใหญ่จะได้ของเล่นกลับไปด้วยมั้ย 

พาลูกมาเที่ยวแบบนี้จะตีความว่าเป็นการ อยู่บ้าน แบบเวอช่วน ได้มั้ยนา …หรือเราจะตีความคำของป้าหมอแบบเข้าข้างตัวเอง หาเรื่องจะเที่ยวซะแล้วหว่า  (._. )