บ้านรังนกของป้านี่นะ ตอนที่เรามาซื้อเมื่อเกือบสิบปีก่อน วิวตรงระเบียงนี่เป็นพาโนรามาเลยเชียว มองออกจากระเบียงไปไกลๆ เราก็จะเห็นท้องฟ้าได้กว้างเต็มตา บ้านข้างๆ มีสนามหญ้า มีชมพูพันธ์ทิพย์ปลูกอยู่หลายต้น ตอนนั้นน้องชมพูเธอยังไม่สูงเท่าไหร่ เวลาเธอออกดอก เราก็ได้ดูกันใกล้ๆ เวลาดอกร่วง ใบร่วง เราก็ไม่ต้องกวาด สบายใจแท้ๆ   

 

แต่จะว่าไป ก็ใช่ว่าจะได้ชื่นชมวิวที่ว่านี่กันบ่อยหรอกนะคะ เราไม่ค่อยได้อยู่บ้านกัน จะมีบ้างนานๆ ที ก็ตอนเย็น ที่เราจะได้ดูพระอาทิตย์ตกที่ขอบไกลๆ นู่น บางวันเป็นสีส้ม บางวันก็ชมพูแจ๋น เป็นปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่เราเคยเห็นนะ…แต่ก็เฉยๆ  งานนี้เข้าตำราที่เขาว่า เห็นแต่ไม่ได้ ดูนะแหละ ไม่ซาบซึ้งกับอะไรแบบนี้  

อยู่มาวันหนึ่ง เราก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมเริ่มก่อตัวขึ้นมาที่ขอบฟ้าด้านนั้น (o_O)!  เป็นไปไม่ด้ายยยยย….นั่นนะสิ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปห้ามความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องที่มันไม่ได้เกี่ยวกับเราเอาซะเลย  ในที่สุด เราก็เห็นเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งขึ้นมา แล้วมันก็สูงขึ้น… สูงขึ้น… ทั้งกลางวัน แล้วก็กลางคืน พร้อมๆ กับการก่อตัวของอาคารหลังใหญ่  เราก็เฝ้ามองตึกที่สูงขึ้น พร้อมกับการจากไปของพาโนราม่า ของช้าน’ T_T  จำได้ว่าช่วงนั้นหงุดหงิดกับเจ้าของตึกนี่มาก อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร อยากรู้ว่าทำไมช่างกล้าสร้างโครงการขนาดนี้มาบังทัศนียภาพของบ้านรังนกของชั้น  อืมม์…ตอนเขายังไม่สร้าง ก็ใช่ว่าจะได้รื่นรมย์กับความงามของท้องฟ้าด้านนั้นซักกี่มาน้อย  

ราวๆ สองปีนะ ตึกนั่นก็เสร็จจนได้ …อย่างกับจะห้ามเขาได้เนอะ… พร้อมกับการจากไปของพาโนฯ ของป้า ก็เขาเล่นสร้างตั้งสามสิบชั้น หมดกัน วิว เวิว อะไรก็ไม่มีเหลือ 

ป้าเฝ้าดูตึกนั่นทุกวันๆ จนลืมไปว่าตอนนี้น้องชมพูเขาก็สูงขึ้นมาจนเลยระเบียงบ้านเราไปแล้ว หลังๆ มานี่เวลามองออกไปนอกระเบียง ก็ไม่ได้มองไปสุดตาอย่างเมื่อก่อน เพราะจะต้องมาสะดุดกับแถวของน้องชมพู แล้วก็จะเห็นรังกาตามปลายกิ่งนั้นที กิ่งนี้ที ตอนนี้ก็สี่รังเข้าไปแล้ว บางวันก็คอยดูกามันจีบกัน บางวันก็เห็นกระรอกแอบปีนขึ้นไปใกล้ๆ รังกา ก็มีการปะทะกันบ้าง แล้วยังมีนกสีเหลืองเข้มๆ เสียงแหลมๆ  ที่บางวันก็แหลมบินบุกขึ้นมาถึงต้นไม้ที่ระเบียงบ้านเรา เล่นเอาป้าต้องนั่งให้นิ่งที่สุด เพราะกลัวมันรู้ว่ามีคนอยู่… แล้วป้าก็รู้สึกชิน ชิน ไป กับตึกยักษ์ขวางหูขวางตาหลังนั้น  

เพิ่งมาเมื่อสองสามเดือนหลังมานี่เองค่ะ ตอนที่อากาศบ้านเราร้อนจนรู้สึกว่านั่งๆ อยู่ก็จะละลายได้ เหงื่อไหลได้เองโดยไม่ต้องขยับตัวไปไหน แล้วที่ร้ายแรงก็คือ ระเบียงบ้านรังนกนี่มันหันไปทางทิศตะวันตก ตอนบ่ายที่อากาศร้อนอยู่แล้วก็ถึงกับต้องเรียกกันว่าร้อนนรก เพราะแดดส่งเข้ามาเต็มที่ วร้อนแวรงเหลือเกิน ขนาดที่นั่งอยู่ในบ้านก็ตัวดำได้เอง จนมีคนทักว่าไปเที่ยวไหนมา บอกว่าอยู่บ้าน ใครเขาจะเชื่อ เพราะผิวออกจะเป็นสีแทนซะขนาดนี้  -.-   ทำไงดีล่ะ เย็นๆ เวลาอยู่บ้านก็ต้องปิดม่านซิคะ แดดข้างนอกออกจะสว่าง ต้องมาปิดม่าน อยู่มืดๆ แล้วจะทำอะไรก็ต้องเปิดไฟ  บ้าจริงๆ  

แล้วอยู่มาวันหนึ่งค่ะ ป้าก็สังเกตว่าแสงแดดที่แอบลอดเข้ามาในบ้านมันแปลกๆ ไปก็เลยแย้มผ้าม่านออกไปดูซะหน่อย เห็นแบบนี้ค่ะ

   

สวยเนอะ! นี่ขนาดฝีมือบ้านๆ แบบป้านะ ยังสวยเลย นอกจากจะสวยแล้ว ตึกที่น่ารำคาญหลังนั้น ยังช่วยบังแดดให้บ้านเราได้ร่มไปก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกจริงๆ ตั้งชั่วโมงกว่าๆ แนะ แล้วก็กลายเป็นกิจวัตรที่เราจะแอบดูพระอาทิตย์ ว่ามันหลบไปหลังตึกหรือยัง เราก็จะได้เห็นแสงสวยๆ แบบนี้ บ่อยๆ เปลี่ยนไปแทบทุกวันล่ะค่ะ  เห็นแบบนี้แล้ว แทบจะต้องกราบขอโทษตึกกันเลยทีเดียว ที่ได้จาบจ้วงไปซะมาก

คนเราก็แบบนี้เนอะ (หรืออาจจะเป็นป้าคนเดียว…ก็ได้ฟ่ะ) ที่พอมีอะไรซักจิ๊บ ซักจ้อย ในชีวิต เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา เราก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้านขึ้นก่อน แบบว่าเป็นโหมดป้องกันตัวนะ แทนที่เราจะเฝ้าดูไป แล้วก็ทำความเข้าใจกับตัวเองไป  ก็จะเห็นว่า ที่จริงแล้วเรื่องที่กำลังเปลี่ยนแปลง หลายๆ เรื่องก็ไม่เกี่ยวกับเรามาตั้งแต่ต้น เราไปแปะโป้งไว้เอง ว่านั่นของชั้น นี่ของชั้น แล้วพอมันเปลี่ยนแปลง เราก็หงุดหงิด ขัดเคือง ไม่ชอบใจ แล้วก็พาล บางทีถึงขั้นปฏิเสธ ไม่ดูดำดูดีกันอีก  แต่ก็นั่นแหละ ถ้าดูกันดีๆ นะ ป้าก็เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมันเริ่มมาจากความหวังดี มันก็จะต้องมีเรื่องดีๆ ติดอยู่ด้วยเสมอ  ผลอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่ดีอย่างที่คาดไว้ แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังดี ไม่งั้นคนที่คิดเขาจะทำมันทำไมล่ะ จริงมั้ย  

ถึงวันนี้ ป้าก็ยังแอบดูพระอาทิตย์ทุกเย็น อาทิตย์ที่แล้วก็โชคดีได้เห็นปรากฏการณ์หมวกเมฆสีรุ้งด้วยนะ (คลิกไปดูรูปกันได้ที่นี่นะคะ )   อาจารย์บัญชา  ธนบุญสมบัติ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านก้อนเมฆยังเล่าว่า ถ้าท้องฟ้าเปิดการแสดงใหญ่ขนาดนี้ แล้วเกิดขึ้นบ่อยๆ  แสดงว่าชั้นบรรยากาศข้างบนคงแปรปรวนน่าดู หรือที่เขาว่าขั้วโลกจะกลับข้างอะไรนั่น มันจะเป็นจริง o_O! เขาว่าวันเสาร์นี้แล้วนี่นา  แต่ก็ช่างเถอะนะ มาถึงตอนนี้ เป็นไงก็เป็นกันแล้วล่ะ อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นแล้ว สบายๆ แล้วกัน  

ถ้าโชคดี อาทิตย์หน้าเราคงได้คุยกันอีกนะคะ… จนกว่าจะได้พบกันค่ะ