เหตุการณ์สมมติ: ในการสัมนาสู่ความเป็นเริ่ดขององค์กรแห่งหนึ่ง

“กิจกรรมแรกของการสัมนาวันนี้ ผมขอให้ทุกท่านเขียนข้อเสียของบริษัท และเพื่อนร่วมงานของท่านนะครับ ให้เวลาสิบนาที ไม่ต้องระบุชื่อนะครับ ขอให้เขียนเฉพาะเรื่องที่ไม่ชอบใจเท่านั้น…เชิญครับ”

ห้านาทีผ่านไป ก็เริ่มมีเสียงหึ่งๆ จากผู้ร่วมสัมนาที่เขียนเม้นท์และเม้าท์ องค์กร และเพื่อนร่วมงานเป็นที่เรียบร้อย

“ต่อไป กิจกรรมที่สองนะครับ ทำเหมือนเดิมครับ ขอให้ทุกท่านเขียนข้อดีของบริษัท และเพื่อนร่วมงานของท่านนะครับ ให้เวลาสิบนาทีเท่ากันครับ เชิญได้เลยครับ”   

ห้านาทีผ่านไป…ทุกคนยังคงขมวดคิ้ว บางคนเริ่มเขียนได้บ้าง แต่ไม่ไหลลื่นเหมือนกิจกรรมแรก จนกระทั่ง สิบนาทีหมดไป บางคนส่งกระดาษเปล่า!

หวังว่าเรื่องตามตัวอย่างข้างบนนี้ คงไม่เกิดขึ้นกับองค์กรที่รักของเรา 

เมื่อเดือนที่แล้ว ป้าได้ไปฟังคุณหมอเดว (นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงาน สสส.)  บรรยายในหัวข้อ “เลี้ยงลูกให้มีต้นทุนชีวิต” ค่ะ  คุณหมอเดว และแก๊งเด็กพลัส  กำลังรณรงค์งานใหญ่ยักษ์ชิ้นนี้ เพื่อกระตุ้นและเตือนคุณพ่อคุณแม่ รวมไปถึงครู หรือใครๆ ที่มีพันธกิจในการเลี้ยงดูเด็กๆ ของชาติในวันนี้ ให้หันมาใส่ใจกับการสร้าง “ต้นทุนชีวิต” ให้เด็ก  

ทำไมต้องคุยกันเรื่องนี้เหรอคะ ก็เพื่อที่ลูกหลานของเราจะไม่หันไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงไงล่ะ นั่นหนะอนาคตของประเทศเราทั้งหมดนี่เลยทีเดียวนะ  ที่สำคัญ ก็พวกเขานี่แหละที่จะช่วยกันดูแลสมาชิก สว. (สูงวัย) ในอนาคตซึ่งก็คือพวกเราเอง  ลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าเด็กของเรากลายเป็นเด็กแว๊นไปซะก้อนนึง ติดเกมส์อีกกลุ่มนึง มีลูกตอนที่ยังไม่พร้อมอีกก้อนนึง แล้วใคร้ จะมามีสติสตัง คิดว่าจะขับเคลื่อนประเทศชาติให้เป็นประเทศที่มีความสุขมวลรวมประชาชาติสูงที่สุดในโลกได้เล่า 

หมอเดว เป็นหมอเด็กค่ะ แล้วก็ได้ฟังเรื่องของเด็กๆ มาเย้อะ แล้วป้าก็เชื่อว่าเราๆ เองที่เป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ก็ได้ยิน ได้ฟังปัญหาของเด็ก ที่ไม่ได้เป็นเรื่องเล็กๆ อีกต่อไป  เรามีเด็กที่ไล่ล่าเพื่อนต่างโรงเรียนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ข่มขู่จนเพื่อนต้องกระโดดน้ำหนี และจมน้ำเสียชีวิต  เรามีเด็กที่เป็นแก๊งซิ่งกวนเมือง เด็กผู้หญิงของเรามีการเก็บคะแนนแข่งกันว่าล่าเพื่อนชายไปได้กี่คน เรามีเด็กที่ติดเกมส์ใช้ชีวิตเติบโตในร้านเน็ต แล้วบางคนก็ถูกล่อลวง ลักพาตัว  พวกนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย ที่น่าสังเกตุ คือฐานะทางบ้านที่ดีขึ้น ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น เรามีเด็กที่ใช้ยาเสพติดในทุกระดับชั้น เด็กที่บ้านมีฐานะร่ำรวยก็เคยโดนจับข้อหาลักโขมย แล้วเมื่อวานนี้เองที่ป้าเจอเข้ากับตัวเอง คือเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึง แต่งตัวดี หน้าตาน่ารัก กินอิ่มแล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้น้องบริกรยืนหน้าซีดคนเดียวตามลำพัง ป้าว่าสังคมเรามันอาการหนักแล้วจริงๆ นะ 

มันเกิดอะไรขึ้น?

ปัญหาแบบนี้ หมอเดวเธอว่าเป็นเพราะสังคมของเราเปี๋ยนไป๋ เทคโนโลยีที่เข้ามาในชีวิต วิถีการดำเนินชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วไปหมด แล้วเด็กๆ ก็ตามไม่ทันกับสัมพันธภาพที่เปลี่ยนไป “เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกิน แย่งกันเรียน แย่งกันทำมาหากินอย่างโกลาหล สับสนไปหมด พ่อแม่ก็เลยเลี้ยงลูกเป็นหุ่นยนต์ ขาดความเอื้ออาทร ความเข้าใจพัฒนาการ สร้างความคาดหวังมากจนเกิดความเครียด เด็กและเยาวชนก็ต้องเคร่งเรียน ใครเรียนได้ก็เรียนไป ใครเรียนไม่ได้ก็ต้องถอยไป ส่วนผู้ใหญ่ก็ต้องเคร่งกับการทำงานหาเงิน การวัดคุณค่าของคนจึงต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ต้นทุนชีวิตที่มีอยู่ก็ถูกบั่นทอนจนเด็กบางคนเหลือต้นทุนชีวิตน้อยมาก ที่จะต่อสู้กับภยันตรายและภัยจากสังคม เกิดผลผลิตที่มีความเสี่ยงมากมาย”

 ป้าว่าอย่าไปว่าแต่เด็กๆ เลย เราโตๆ กันแล้วนี่ก็ยังงงอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วมันก็ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เราเจอในที่ทำงาน แบบตัวอย่างแรกข้างบนนั่น ที่คนในองค์กรเดียวกัน คอยแต่จับผิดกัน แต่จับถูกไม่เป็น แล้วก็พาลทำให้การทำงานร่วมกันมีปัญหา นี่ยังไม่นับความไม่มีวินัย ความไร้คุณธรรม ขาดจริยธรรมกันอีก โอ้ว นี่มันเรื่องใหญ่ม้ากนะเนี่ย  ปัญหาแบบนี้มันมีพื้นฐานจากเรื่องเดียวกันเลยนะ คืออาการต้นทุนชีวิตบกพร่องล่ะ ก็เลยจะเล่าว่าต้นทุนชีวิตคืออะไรกันก่อน

ทุนของคนเรานี่ หมอเดวเธอแบ่งเป็นสามก้อนใหญ่ๆ อันแรกก็คือ “เงิน” แหงล่ะ! อันนี้ง่าย พ่อแม่ก็รับหน้าที่หลัก หาเงินตัวเป็นเกลียว ก็จริงที่พอมีเงินทำอะไรมันก็ง่าย แต่ใช่ว่าจะรับประกันความสุขได้นะ ป้ามาคิดดู เรื่องที่ใช้เงินซื้อส่วนมากก็เพื่อความสะดวก แต่ไม่ใช่ความสุขนะ 

อันที่สองคือ “การศึกษา” บ้านไหนๆ ก็อยากให้ลูกได้เรียนดีๆ เรียนสูงๆ เพื่อที่ว่าจะได้มีงานดีๆ ได้เงินเยอะๆ มีชีวิตสุขสบาย  ดังนั้น โรงเรียนกวดวิชาจึงเกิดขึ้นมากมาย คุณครูที่ดังๆ ถึงกับต้องสอนด้วยวีดิโอ พ่อแม่ต้องไปยืนต่อคิวแต่เช้ามืดเพื่อให้ลูกได้เรียนกับเขาด้วย แต่ช้าก่อน คุณเชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้หลวงท่านเพิ่งได้สติกันว่า ระบบการศึกษาของชาติเราเนี่ย มันไม่เวิร์คฮ่ะ o_O! แม้กระทั่งวิชาพละ ที่เมื่อก่อน ครูอะไรๆ ก็สอนพละได้ เขาก็เพิ่งมีผลการวิจัยออกมาว่า การสอนวิชาพละที่เราทั้งหมดเรียนมาเนี่ยมันไม่ถูกหลัก แล้วมันก็มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก เขากำลังเริ่มฝึกอบรมครูพละกันใหม่หมด ย้ำว่าเพิ่งเริ่มนะคะ เข้าใจว่าโครงการนำร่องจะอยู่ที่สมุทรปราการค่ะ ครูพละกล้าตายที่มาอบรมไปรุ่นแรกๆ นี่ ก็ยอมรับกันว่ายังกระโดดไม่ถูกวิธีเลย  ไม่เท่านั้นค่ะ วันก่อนป้ารบกับลูกเรื่องการบ้าน ก็มีปัญหากันเรื่องอักษรนำ และคำควบกล้ำ คุณรู้หรือไม่ว่าเด็กๆ เขาเรียน ห นำต่ำเดี่ยว กลางสูงนำต่ำเดี่ยว อักษรนำตามกันเอง @%$%*&*^*&%$%$#)-+(*&%#)*&%$%_* ฮ่วย!  ป้าแค่อ่านก็งงไปแปดตระหลบ สอนการบ้านลูกไม่ได้ ป้าก็ต้องพึ่งดอคเตอร์กูอีกเหมือนเดิม กูไปกูมา เจอครูคนนึงที่เข้ามารำพึงขอความช่วยเหลือ เรื่องเดียวกัน เพราะครูก็งงเหมื้อนเราเรยยยย 55555 งานนี้ แม่ลูกยิ้มออก เพราะเราไม่ได้มึนกันตามลำพัง  หมูปันถึงกับรำพึงขึ้นมาอีกครั้งว่า เฮ่อออ ทำไมปอสี่แล้วมันระทมอย่างนี้…นี้นี้นี้นี้นี้ (เอคโค่ค่ะ)  

เช่นนั้นแล้ว เราคงวางใจไม่ได้นะ ว่าถ้าลูกเราสอบได้คะแนนเต็ม แล้วจะแปลว่าเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างมีความสุข  ป้าว่า ระบบการศึกษาบ้านเราไม่ได้รับประกันอะไรอย่างนั้นนะ แต่ที่แน่ๆ เด็กๆ จะต้องแหยงเรื่องต่ำเดี่ยว ต่ำคู่อะไรนี่ไปอีกพักใหญ่แน่ๆ

 ดังนั้น เราจึงต้องมีตัวช่วยตัวที่สามนี่ล่ะค่ะ นั่นก็คือ ต้นทุนชีวิตที่หมอเดวเธอห่วงเหลือเกิน  “ต้นทุนชีวิต คือ ต้นทุนพื้นฐานที่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม สติปัญญา ให้คนๆ หนึ่ง สามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ต้นทุนชีวิตเป็นปัจจัยสร้าง หรือเป็นปัจจัยเชิงบวกด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม ที่จะหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่ง เจริญเติบโต และดำรงชีพอยู่ในสังคมได้” กรุณาอ่านซ้ำอีกครั้ง! อันนี้สำคัญ เพราะเรากำลังพูดถึงสิ่งที่เด็กๆ ต้องมี เพื่อให้เขาอยู่ได้ และถ้าเขาอยู่ได้ เราก็นอนตายตาหลับนะ ว่ามั้ย?  

แล้วต้นทุนชีวิตนี่มันมาจากไหนละ ท่านก็ว่า มันมาจาก 5 พลัง ประสานกันอย่างกับยอดมนุษย์ 5 สีทีเดียว ก็ได้แก่ พลังตัวตน พลังครอบครัว พลังชุมชน พลังสร้างปัญญา พลังเพื่อนและกิจกรรม อันนี้ทำนองจิตอาสานะคะ ความหมายของยอดมนุษย์แต่ละสีนี่ ป้าแปะไว้ตอนท้ายเรื่องนี้นะคะ ตอนนี้ป้าขอข้ามไปเล่าเรื่องที่ว่าแล้วจะทำไง ให้ลูกเรามีต้นทุนที่ว่านี่ได้ล่ะ

 เรื่องแรกที่โดนใจมากเลยคือเจ้าชายกบค่ะ หมอเดวเธอว่า ลูกๆ เรานี่นะ ตอนคลอดมาใหม่ๆ ทุกคนเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงกันหมด เลี้ยงไป เลี้ยงมา ทำไม้ กลายเป็นกบไปได้ แบบว่ายิ่งเลี้ยงยิ่งอ่วมล่ะค่ะ  

เด็กทุกคนไม่ได้เป็นผ้าขาวนะคะ เขาเป็นผ้าสีพื้นค่ะ แต่ละคนต่างกัน เขามีพื้นฐานอารมณ์ แตกต่างกัน บางคนไว บางคนช้า บางคนชอบเข้าหา บางคนจะถอยห่าง เด็กแต่ละคนมีการปรับตัวต่างกัน ความอดทน ต่างกัน การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน มีสมาธิ และความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรผิดน่ะ แล้วใครล่ะที่จะรู้เรื่องพวกนี้ ได้ดีกว่าพ่อแม่ของเขาเอง เรารู้หมดว่าลูกมีปานกี่ปื้น มีไฝกี่เม็ด เราก็ต้องรู้จักหัวใจของเขาด้วย 

การจะทำความรู้จักหัวใจของลูก ก็ต้องทำด้วยการฟังค่ะ ฟังด้วยหัวใจของเรา ฟังแบบ “จับถูก” ป้อนคำถามปลายเปิด คลุกวงใน  โดยธรรมชาตินี่ เด็กๆ เขาจะต้องการพ่อแม่น้อยลงเรื่อยๆ นะคะ พอเขาอายุซัก 3-6 ขวบ เขาก็จะคิดอยากทำ หรือไม่อยากทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว เราก็จะเห็นว่าลูกดื้อ ท้าทายคำสั่ง  เราก็ต้องเปลี่ยนจากผู้ปกครอง ไปเป็นกองเชียร์นะคะ ต้องดูค่ะ แต่ดูห่างๆ ปล่อยให้เขาคิด แล้วก็ให้กำลังใจ เวลาลูกเล่าอะไรให้ฟัง ก็ถามเขาต่อไปๆ เช่นว่า แล้วลูกคิดยังไงกับเรื่องนี้ แล้วเราจะทำยังไงกันดี แล้วสังเกตว่าทักษะการคิดของลูกเป็นอย่างไร ถ้าลูกเราอยู่ในร่องในรอย เราก็สบายใจได้ แบบนี้เขาก็จะมั่นใจขึ้นด้วยว่าพ่อแม่เคารพความคิดของเขา เขาก็จะเกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นๆ  ส่วนผู้ใหญ่ก็คอยเสริมส่วนดี หรือคอยดึงเมื่อเห็นว่าเด็กของเราชักจะคิดออกนอกแนว

ป้าจำใส่กระหม่อมไว้เลยค่ะว่า อำนาจของพ่อแม่ แบบที่จะสั่งลูกทำนั่นทำนี่ มีไว้เพื่อปกป้องลูกให้ปลอดภัยเท่านั้น ไม่สามารถสั่งให้เขาดำเนินชีวิตแบบที่เราต้องการได้เลย แบบนั้น ก็จะกลายเป็นพ่อแม่เผด็จการไปนะคะ ไม่ได้ๆ เดี๋ยวลูกกลายเป็นเด็กเก็บกด แล้วไปออกทางอื่นจะยุ่งกันใหญ่

แต่การเลี้ยงลูกแบบเป็นประชาธิปไตยนี่ ก็ไม่ใช่การเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์นะคะ ไม่ใช่ให้ลูกโตเอง ทำอะไรได้เองตามใจชอบไปหมด การเลี้ยงแบบประชาธิปไตย จะต้องมีวินัยค่ะ เด็กๆ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกิน การนอน และการเล่น เราก็ต้องแทรกซึมไปค่ะ เขาต้องมีวินัยในการกิน วินัยในการนอน แล้วก็วินัยในการเล่น การมีวินัยก็คือมีกติการะหว่างกัน อย่างถ้าจะเล่นก็ต้องทำการบ้านก่อน แล้วจะเล่นได้นานเท่าไหร่ แล้วถ้าทำผิดกติกาก็ต้องโดนลงโทษตามข้อตกลง ไม่มีออมมือกันล่ะ เพราะเขาต้องรู้จักความผิดหวังด้วย ความผิดหวังเป็นจุดท้าทายให้เด็กๆ พยายามพัฒนาตัวเอง เขาจะต้องเรียนรู้ และปรับปรุงตัว เพื่อที่ว่าคราวหน้าเขาจะไม่ผิดหวังอีก เรื่องที่ป้าคิดว่าสำคัญในข้อนี้ คือผู้ใหญ่เองก็ต้องมีวินัยด้วย ไม่งั้น ลูกมันก็จะย้อนเอาได้ว่า พ่อแม่สองมาตรฐานนี่นา

ความเป็นประชาธิปไตย นอกจากจะต้องมีวินัยแล้ว ยังต้องเข้ากันได้กับสังคมและวัฒนธรรม ต้องเป็นที่ยอมรับของส่วนรวม และต้องเคารพสิทธิของคนอื่นๆที่อยู่ร่วมกันด้วย การสอนลูกของเราเรื่องสิทธิ ก็เพื่อที่เขาจะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ เพราะเขาเองก็ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เช่นกัน ไม่ใช่รับได้เฉพาะคนที่เห็นเหมือนตัวเอง หรือรับได้เมื่อตัวเองมีสิทธิเหนือคนอื่น เขาต้องรู้ด้วยว่าสิทธิ มาพร้อมกับหน้าที่เสมอ และสมาชิกทุกคนที่อยู่ร่วมกัน ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งนั้น   

คุณหมอได้สรุปคุณสมบัติของพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีปัญหากับลูกไว้ 7 ข้อค่ะ

1.      รัก อบอุ่น และไว้วางใจ

2.      มีการสื่อสารที่ดีต่อกัน ไว้วางใจ มีการปรึกษาหารือ หรือเล่าเรื่องที่ประสบมาให้กันฟัง ยอมรับฟังความคิดเห็นกัน

3.      มั่นคง มีหลักการ มีเหตุผล ยืดหยุ่นได้ด้วย

4.      ควบคุมตนเองได้ดี ทั้งอารมณ์ และพฤติกรรม

5.      เรียกร้อง แสดงความต้องการให้เด็กเติบโตสมวัย

6.      ยอมรับความสามารถของเด็ก

7.      ยอมรับความสามารถของตัวเอง

โอ! ดูเหมือนยากนะ แต่รวมๆ มันก็คือ การเลี้ยงดูด้วย “ความเอาใจใส่” ละค่ะ  สมัยก่อน ครอบครัวใหญ่ก็มีคนช่วยเอาใจใส่ ผิดบ้างถูกบ้าง แต่ก็อยู่ในสายตา สมัยนี้ ใครยังมีครอบครัวใหญ่ก็ถือว่าโชคดีนะ เพราะครอบครัวเดี๋ยวนี้เล็กลงทั้งนั้น แล้วทุกคนก็ยุ่ง ทำงานกันหนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็จะละเลยเรื่องนี้ไปไม่ได้ ยังต้องให้ความสำคัญ แล้วก็แบ่งเวลาให้ลูก ก็คงต้องฝึกกันไปนะคะ ฝึกไปด้วยกันกับลูกนะแหละ เราโตกว่าเขา ก็ต้องลงแรงมากกว่าเป็นธรรมดา ก็มีเขามาแล้วนี่นา ก็ต้องเลี้ยงและดู ทั้งตัวแล้วก็หัวใจนะ  ความอบอุ่นในครอบครัว ก็จะเป็นรากฐานสำคัญ ให้ลูกเรารู้จักคิด วิเคราะห์ คิดถึงขั้นตอน คิดถึงผลที่จะตามมา ก่อนลงมือทำ

ป้ากับป๊าหมู เดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกับคำสองคำค่ะ “ฟังด้วยหัวใจ” และ “จับถูก” ที่เราเก็บไว้เตือนตัวเองเสมอเวลาจะเริ่มเม้งกับเจ้าเด็กแสบที่บ้านค่ะ (^_^)..Y

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

5 พลังสร้างต้นทุนชีวิต

1. พลังตัวตน เป็นการรวมพลังคุณค่าในตนเอง พลังสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นในตนเอง และพลังการสร้างทักษะชีวิตอันได้แก่ การอยู่ในสังคมอย่างสันติสุข การช่วยเหลือผู้อื่น การมีจุดยืนที่ชัดเจน รักความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกชนชั้น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การมีวินัยในตนเองที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง

2. พลังครอบครัว เป็นพลังความรัก ความเอาใจใส่ วินัยและการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง มีการติดตามและช่วยเหลือที่เหมาะสมเชิงบวก มีปิยวาจาในบ้าน มีความอบอุ่นและปลอดภัย

3. พลังสร้างปัญญา เป็นพลังความมุ่งมั่นในการเพิ่มพลังปัญญา ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น

4. พลังเพื่อนและกิจกรรม เป็นพลังการทำกิจกรรมในหมู่เพื่อนๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน เกิดวินัยในหมู่เพื่อน เช่น กิจกรรมออกกำลังกาย การเล่นกีฬา สันทนาการนอกหลักสูตร

5. พลังชุมชน เป็นพลังของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร มีความเข้าใจ เป็นมิตรไมตรี มีวินัยและเป็นแบบอย่างที่ดี มีปิยวาจา มีจิตอาสา มีความอบอุ่นความปลอดภัยภายในชุมชน และมีกิจกรรมร่วมกัน

 

หาอ่านบทความดีๆ เรื่องการเลี้ยงเด็ก เว็บไซท์ DekPlus นะคะ